[S.Fic 6927] It's you แด่มุที่หายไป OTL
posted on 24 May 2009 19:40 by ayafee in Fiction
Title : It’s you
Fandom : Katekyo Hitman Reborn!
Genre : Romance
Rating : PG
Pairing : 6927
Summary : คำรักเป็นพันเป็นหมื่นครั้ง ก็เพื่อคุณ... คนเดียวเท่านั้น
-----------------------------------------------------------------------------------------------------
คุณคือท้องฟ้าเพียงหนึ่งเดียวของสายหมอก.....
“นายนี่ชอบพูดจิกกัด กับโกหกอยู่เสมอเลยนะ”
คุณคือความจริงเพียงหนึ่งเดียวของสายหมอก.....
“ฟังอยู่รึเปล่าน่ะ?”
คุณคือคนเพียงคนเดียวที่ผมต้องการ
“มุคุโร่?”
คุณเพียงคนเดียวเท่านั้น
.
.
.
คือคุณเท่านั้น
อัญมณีสีแดงและน้ำเงินปรือเปิดขึ้นแลเห็นดวงเนตรกลมใสสีน้ำตาลไหม้และใบหน้ามนแลดูอ่อนวัยจดจ้องมองใบหน้าของเขา บดบังแสงจากหน้าต่างซึ่งลอดผ่านม่านขาวเข้ามา ร่างสูงเรือนผมสีไพลินในชุดโค้ทยาวสีดำนอนทอดกายอย่างสบายบนโซฟาสีดำตัวยาวในห้องกว้างสีขาวบริสุทธิ์ ชายหนุ่มจดจ้องคนมองมาพลางส่งรอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ให้ สีหน้าอารมณ์ของร่างโปร่งซึ่งยืนจ้องมองในระยะห่างเพียงแค่เอื้อมมือถึงบ่งบอกถึงอารมณ์ที่เคืองน้อยๆและสงสัย
“กว่าจะตื่น ใส่ชุดโค้ทหนังแบบนั้นในห้องไม่ร้อนบ้างรึไงน่ะ” บอสวองโกเล่เมื่อแลเห็นว่าอีกฝ่ายตื่นจากนิทราจึงเดินไปนั่งโซฟาฝั่งตรงข้ามกัน
“ไม่นี่ครับ เพราะเป็นแค่ภาพมายา ผมไม่รู้สึกอะไรหรอก” โรคุโด มุคุโร่หยัดกายขึ้นนั่ง คนมองได้เพียงผ่อนลมหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายเมื่อสดับฟัง
“ก็จริงน่ะนะ แต่ว่าร่างของคนที่นายยืมมา เค้าก็ต้องรู้สึกนั่นล่ะ” มือเรียวยื่นไปหยิบเอากาน้ำชาใกล้ๆมือมาถือ และจัดการรินลงในถ้วยกระเบื้องสีเดียวกันเข้าชุด
“แล้ววันนี้คุณไม่ออกไปไหนงั้นเหรอครับ วองโกเล่?” มือสวมถุงมือสีดำขลับยื่นไปรับถ้วยน้ำชาจากมือเรียวนั่น ยามถามถึงเรื่องนั้น ใบหน้ามนนั้นพลันประดับรอยยิ้มอ่อนโยน
“ไม่นี่ ก็ฉันต้องทำงาน” เขารู้ดีว่ามีความนัยบางอย่างในนั้น มันคืออะไร....
“นั่นสินะครับ ถ้าเขาไม่อยู่ผมคงไม่ได้นั่งคุยกับคุณแบบนี้เป็นแน่” จรดถ้วยชาแตะริมฝีปาก คำพูดที่เข้าใจกันในห้วงความคิดว่าหมายถึงใครกัน
สึนะโยชิจิบชาพลางส่งรอยยิ้มละไม “นายก็พูดเกินไป... ป่านนี้แล้วยังไม่ถูกกันอีกเหรอเนี่ย ทั้งๆที่ทำงานร่วมกันอยู่แท้ๆ”
“ผมไม่ใช่พวกเดียวกับใครอยู่แล้วนี่ครับ” สายหมอกไม่ได้อยู่บนฟ้า... แต่อยู่ต่ำกว่า... ในขณะที่สรรพสิ่งนอกเหลือจากสายหมอก อยู่บนท้องฟ้า....
“มุคุโร่........” กระนั้นก็มีผืนฟ้าผืนเดียวกัน....
นภามีสรรพสิ่งอื่นแล้ว... ถึงกระนั้น
สายหมอกกลับมีความปรารถนาจะอยู่ ณ ที่แห่งนั้น...
ปรารถนาเพียงแค่ความรักและความอ่อนโยนของนภา
สายตาที่มองมาแต่ละครั้ง.. จากสายตาของความหวาดกลัว ความสงสัย ความมุ่งมั่น และมองมาอย่างปรารถนาดี.. มือที่ยื่นมาหาเพื่อฉุดดึงจากความมืดอันแสนเย็นเยียบ ตลอดเวลาความปรารถนาเพียงหนึ่งที่เคยมีมา ค่อยๆแปรเปลี่ยนสภาพไป อย่างน้ำแข็งที่ค่อยๆละลาย... ปิดบังความในใจของตนด้วยคำหลอกลวง เพื่อกรีดบาดแผลไว้ไม่ให้นภาได้หลงลืมไป... และกรีดอีกแผลไว้ที่ตนเอง... เพื่อให้จำไว้ว่า...ตัวเขาเป็นใคร...
คือความเจ็บปวด....
“คึหึหึ อย่าใส่ใจคำพูดของผมเลยครับวองโกเล่” ริมฝีปากคมขยับยิ้มอย่างเคย ลางเลือนและจับต้องไม่ได้... คือสายหมอก....
“จะไม่ใส่ใจคำพูดของนายน่ะนะ ทำไม่ได้หรอกมุคุโร่” แม้หักล้างน้ำใจไปเพียงใด... คุณก็จะแสดงสีหน้ากังวลและมองมาด้วยความเป็นห่วงเสมอ
เนตรสองสีเหลือบขึ้นสบมองเนตรสีต่างจากตนนั้น “ใจดีเสมอนะครับ ความใจดีที่ไม่รู้ว่าจริงหรือหลอก” เรียวนิ้วยาวยื่นไปแตะสัมผัสกลีบปากบาง..
“นายเกลียดฉันที่เป็นมาเฟียสินะ” ความจริงที่ไม่แปรเปลี่ยนไป....
“ไม่ได้เกลียดครับ แต่ก็ไม่ได้ชอบ” ระหว่างความรักกับความตั้งใจของตัวเอง.. จะเลือกสิ่งใด?
เพื่อสร้างกำแพงระหว่างผมกับคุณ
สายตาที่คุณมองมาด้วยความอ่อนโยน ผมมิอาจรับเอาไว้... ความทรงจำอันแสนเลวร้ายระหว่างตัวเขาและมาเฟียมิอาจลบเลือนไปได้ด้วยเวลาเพียงไม่นาน เลือดที่ชโลมทั้งสองมือ กำจัดพวกมาเฟียอันโสโครกน่ารังเกียจมากมายเกินกว่าที่อีกฝ่ายจะคาดเดา.... โลกที่ยืนอยู่แตกต่างกัน...
ไม่สามารถเป็นคนรักที่ดีได้
แลเห็นสีหน้านั้นสลดลงอย่างเห็นได้ชัด มือใหญ่จึงแตะสัมผัสพวงแก้มนั้น “ทำหน้าแบบนั้นแก่เร็วนะครับ” กำแพงบางๆระหว่างกัน... บางครั้งที่พ่ายพัง..
“นายแก่กว่าฉันอีก” เสียงใสเปล่งบอกกลับมาอย่างหน่ายๆ สายหมอกรับคำนั้นด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะดึงมือของตนเองกลับมาหยิบแก้วชาเช่นเดิม
“คึหึหึ ก็ผมไม่ได้อยู่ในที่ที่มีแสงตะวันนี่ครับ” แต่มองเห็นแสง... ของท้องฟ้า.....
“ชอบพูดแบบนี้อยู่เรื่อย เหนื่อยใจจริงๆเลย...” นภายกถ้วยชาขึ้นดื่มรวดเดียวโดยลืมไปว่ามันยังมิได้เย็นลงมากเท่าไหร ร่างโปร่งดิ้นพล่านจากอาการความร้อนจากชาลวกปากดิ้นไปมา
“โอ๊ย!!! ร้อนๆๆๆๆ!!” รีบวิ่งไปตามหาน้ำเย็นจาตู้เย็นเล็กๆในห้องอย่างรีบร้อน กิริยาเหล่านั้นอยู่ในสายตาของผู้มองทั้งหมด...
“เป็นมาเฟียที่ตลกซะจริงนะครับ” พึมพำบอกให้ตนเองรู้และเข้าใจ... ถึงข้อแตกต่างเพียงหนึ่งเดียว แต่เป็นเรื่องใหญ่...
“แทนที่จะเรียกว่าเฟีย บอกว่าเป็นคนตลกก็ได้!!” สึนะตะโกนขึ้นเสียงดังคล้ายกับไม่พอใจกับคำเรียกนั้น ผู้พิทักษ์แห่งสายหมอกได้แต่ลอบยิ้มจางๆที่มุมปาก
“ไม่ล่ะครับ เรียกว่ามาเฟียดีกว่า มันน่าสนุกกว่านะครับ” สร้างกำแพงกับตัวเองไว้.....
อาจเป็นเพียงเล็กๆ เรื่องที่พรรคพวกของเขาคงด่าทอ
“ฉันคิดว่านายจะไม่มาที่นี่แล้วซะอีก... ตั้งแต่เรื่องวันนั้นน่ะ” สึนะโยชิตามหาน้ำเย็นมาดื่มได้จึงหันกลับมาสนทนากับคนในห้องต่อ
“ผมอยากตามมารังควานคุณอยู่ครับ” รอยยิ้มของผู้พิทักษ์แห่งสายหมอก.. ยากจะหยั่งถึง....
“นั่นน่ะ.. หมายความว่านายยังเป็นผู้พิทักษ์แห่งสายหมอกอยู่ใช่รึเปล่า?” เสียงใสเปล่งถามกลับพร้อมกับดวงเนตรจดจ้องมาอย่างจริงจังหวังในคำตอบนั้น
“นั่นสินะครับ.....” เรียวนิ้วยาวนี้ไม่ได้ประดับแหวนแห่งสายหมอก และอีกไม่นานคงไม่ได้มาที่นี่อีกต่อไป..
วองโกเล่แฟมิลี่เป็นกลุ่มมาเฟียที่แตกต่างไปจากกลุ่มอื่น กระนั้นก็ยังคงเป็นมาเฟีย เพราะเรื่องการจู่โจมของกลุ่มมาเฟียมิลฟิโอเร่ นภาผู้แสนอ่อนโยนเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นมาเฟียอย่างเต็มตัว ตนผู้เฝ้ามองจากที่ไกลๆ เฝ้ามองผ่านสายตาของคนอื่นมองความเติบโตนั้นและลอบยิ้มกับตัวเองอยู่เสมอๆ.... ไกลออกไป... ครั้งหนึ่งเป็นเพียงเด็กมัธยมตัวเล็กๆคนหนึ่ง ค่อยๆเติบโตขึ้นปกป้องพวกพ้องของตัวเอง ตัดสินใจด้วยตัวเองอย่างห้าวหาญ ด้วยการบอกให้ทำลายวองโกเล่ริง...
ในสวนสวยของคฤหาสน์ มีเพียงคนสองคนยืนจดจ้องมองใบหน้ากันและกัน หนึ่งคนในชุดสูทดำ และอีกหนึ่งคนในชุดโค้ทสีดำ แม้อยู่ใกล้กัน กลับมองแล้วคล้ายอยู่ห่างไกลออกไป
“ถ้าทำลายแหวนไปแล้ว ผมอาจจะไม่ใช่ผู้พิทักษ์ของคุณแล้วก็ได้นะครับ” มือใหญ่ถอดเอาแหวนแห่งสายหมอกส่งคืนกลับให้ผู้ที่เคยมอบมันมา สายตาที่บ่งบอกว่าไม่ใช่คำลวง...
“หรือกระทั่งตอนนี้ที่ผมถอดแหวนออก ก็อาจจะไม่ใช่พวกเดียวกับคุณแล้วก็ได้” คำพูดที่ราวกับคำตอกย้ำลงไปในหัวใจ ย้ำในการตัดสินใจของคนตรงหน้านั้น..
“ฉันรู้.........” มือเรียวยื่นไปหาหมายจะหยิบเอาแหวนกลับคืนมา.. แต่กลับชะงักไปก่อนที่จะแตะต้องมัน
“ได้ยินแบบนั้นแล้ว ไม่กล้าจะเอาแหวนกลับคืนไปเหรอครับ?” อัญมณีสองสีของมุคุโร่จ้องมองตรงไปยังเนตรของฝ่ายตรงข้ามราวกับต้องการทดสอบ
“หรือว่าเริ่มลังเล? กลัวสินะครับ?” สึนะโยชิจ้องมองแหวนในมือใหญ่สวมถุงมือนั้นซ้ำไปมาสลับกับการมองใบหน้าของเจ้าของ
“นายอาจจะหันอาวุธเข้าใส่ฉันเพื่อทำเป้าหมายของนายเลยก็ได้” ครุ่นคิดในใจแล้วจึงหยิบเอาแหวนวงนั้นกลับคืนมาให้ตัวเอง
“แต่ฉันเชื่อว่านายไม่ทำหรอก” เวลาที่ล่วงเลยผ่านมามากมาย....
“เพราะว่านายชอบโกหกน่ะ” รอยยิ้มหวานจริงใจระบายไปทั่วใบหน้าใสอ่อนวัย คำพูดเพียงหนึ่งเดียวที่หมายถึงความเชื่อใจทั้งหมดที่มีอยู่
แม้คุณจะไม่เคยล่วงรู้....
ร่างสูงกว่าทอดมองใบหน้าและรอยยิ้มเปี่ยมด้วยความจริงใจ แม้ยามนี้จะไร้แหวนผู้พิทักษ์อันเป็นดั่งเครื่องพันธนาการ สิ่งที่ผูกมัดพันธนาการสายหมอกเอาไว้กลับไม่ใช่แหวนวงนั้นอีกต่อไปแล้ว... หรือมันจะไม่ใช่สิ่งนั้นมาเนิ่นนานแล้ว ...
“ใช่ครับ ผมชอบโกหกคุณ ผมก็เลยไม่ชอบคุณเอาซะเลย” ขายาวก้าวเข้าไปหาร่างเล็กกว่าตนในระยะใกล้ แหวนแห่งสายหมอก... ไม่ได้มีความจำเป็นอะไรทั้งนั้น...
สัมผัสที่เบาบางราวกับสายหมอก... รอยสัมผัสที่ริมฝีปากแผ่วเบา ร่างกายนั้นเลือนหายไปพร้อมกับอากาศที่พัดผ่าน เหลือทิ้งเอาไว้เพียงแหวนวงหนึ่งในมือเรียวนั้น ร่างกายนิ่งค้างไปไม่กล้าขยับไปจากที่เดิมที่ตนเคยยืน กลิ่นของใบหญ้า สัมผัสของสายลมทุกอย่าง... มิได้จรดลึกเท่าสัมผัสแผ่วเบาที่ริมฝีปากของตนเองนั้น...
“มุคุโร่....?” แม้ความรู้สึกที่สัมผัสได้จะเป็นเพียงแค่ไอแผ่วเบา.... กำแพงมีมากกว่านั้น....
นับจากตอนนั้นแล้ว ร่างโปร่งเรือนผมสีน้ำตาลไหม้คนนี้ ก็ยังคงไม่ล่วงรู้อยู่ดี ... ดวงเนตรของบอสวองโกเล่จ้องมองใบหน้าของคนนั่งนิ่งในห้องของเขาอย่างสงสัย แกล้งเดินไปรอบๆแล้วอีกฝ่ายก็ยังคงนั่งจิบชาไม่สนเขาแบบนั้น ใบหน้าคมตวัดมองใบหน้าอ่อนวัยของนภาพลางยิ้ม ท่าทางแบบนั้นน่ะไม่ได้เดือดร้อนหรือรู้สึกอะไรเลยสินะ...
“แล้วนายมานั่งดื่มชาอย่างเดียว หรือว่ามีธุระอย่างอื่นอีกล่ะ?” ยามเมื่อขี้เกียจกลับไปนั่งที่เดิม สึนะโยชิจึงหยุดเดินวนไปมาและเปลี่ยนมานั่งเบาะโซฟาข้างกายของสายหมอกเสียแทน
“แค่มาเยี่ยมน่ะครับ ว่าคุณจะเสียท่าใครไปแล้วรึเปล่า” คนฟังจ้องตาขวางกับคำดูถูกเช่นนั้น
“ฉันก็ยังสุขสบายดีอย่างที่เห็นนั่นล่ะ” เอ่ยอย่างมาดมั่นและยิ้มอย่างมั่นใจ เนตรคมมองแล้วถอนหายใจ ในเวลานี้ไม่ควรจะเป็นแบบนี้เสียด้วยซ้ำ....
“ภาพลวงตา เหมือนจริงเกินไปก็ไม่ดีหรอกครับ” เพราะมันทำให้กำแพงในใจที่เคยมีอยู่ ......สั่นคลอน....
“นายว่าอะไรนะ...?” มือเรียวหยิบแก้วน้ำชาขึ้นและจดจ้องมองใบหน้าหล่อเหลา มือใหญ่ยกขึ้นแตะสัมผัสปอยผมสีน้ำตาลยาวระเรี่ยแผ่นหลังนั้นอย่างเบามือ
“ภาพลวงตา ก็เหมือนหลอกตัวเองน่ะครับ” ว่าความจริงมันสูญสลายไป.....
ภาพของห้องกว้างสีขาวบริสุทธิ์ ข้าวของและสิ่งของมากมายในห้องสูญสลายหายไปกลายเป็นเพียงเศษผงปลิวหายขึ้นไปในอากาศ ดวงเนตรสีน้ำตาลไหม้จดจ้องมองเนตรสองสีแปลกจากคนอื่นนิ่งงัน เช่นเดียวกับผู้โดนสบมองตายิ้มจางๆที่ริมฝีปาก ละอองของฝุ่นผง.. คือละอองของสายหมอก... เลือนราง.. พัดปลิวหายไป....
“ภาพของคุณในความทรงจำของผม... มันชัดเจนเกินไปนี่นะครับ....” ปอยผมที่สัมผัสค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นฝุ่นละอองจางหายไป....
ทิวทัศน์ทั้งมวลเลือนหายไปเหลือเพียงป่าและแมกไม้สีเขียวขจี... และข้างกายของเขานั้น... คือโลงศพสีดำขลับซึ่งถูกเปิดฝาโลงออก ภายในบรรจุร่างไร้ลมหายใจของบอสวองโกเล่ในชุดเครื่องแบบสีขาวบริสุทธิ์ สองมือเรียวนั้นที่เคยอบอุ่นวางผสานกันไว้ราวกับนิทราหลับใหลอยู่ในห้วงความฝัน ดอกไม้สีขาวประดับตกแต่งเริ่มแห้งเหี่ยวไปจากที่โดนแสงและความร้อน ใบหน้านั้นยังคงอ่อนวัยไม่เปลี่ยนไปจากครั้งสุดท้ายที่เคยพบกัน..
“คุณไม่ระวัง... หรือคุณไม่เคยบอกอะไรผมกันแน่นะครับ.....” เหมือนกรรมที่ตามสนองในสิ่งที่ตนไม่เคยบอกความจริง จึงโดนปิดบังความจริงไว้เฉกเช่นเดียวกัน
มือใหญ่ยื่นสัมผัสใบหน้าอันเย็นเยียบ... ทั้งที่เคยอบอุ่น ทั้งที่เคยมีกิริยาท่าทางมากมายเคลื่อนไหวให้มองได้ไม่เบื่อและหัวเราะ ทั้งสีหน้าโกรธเมื่อเขาโกหก ทั้งสีหน้าเป็นกังวลเมื่อเขาสร้างกำแพง ทั้งสีหน้ายิ้มแย้มเมื่อได้พูดคุยสนทนากับตัวเขา
แม้ผมไม่เคยแสดงออก....
สิ่งที่สัมผัสได้ในยามนี้มีเพียงความว่างเปล่า... “คุณเองก็ชอบโกหกนี่ครับ” ปิดบังโกหก... ในเรื่องที่ควรจะบอกกล่าว...
สายลมที่โบกพัดไปมาไม่ใช่สายลมที่ช่วยให้ใครมีชีวิตกลับคืนมาได้ เรื่องราวแผนการที่ล่วงรู้กันเพียงไม่กี่คน และเขารู้ด้วยตัวเอง.. ไม่ใช่จากปากของคนๆนี้... “ผมคงต้องทำสิ่งที่ตรงข้ามกับที่คุณหวังไว้ล่ะครับ” หากนั่นคือความห่วงใยที่มีให้กันล่ะก็...
“คุณเองก็ไม่ได้พูดอะไรออกมานี่ครับ... วองโกเล่” ตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกัน ตราบจนถึงวันนี้ที่คุณมิอาจเอื้อนเอ่ยบอกสิ่งใดกับผมได้อีก...
หยดน้ำใสหยดลงเปรอะบนใบหน้ามนของผู้หลับใหล มือใหญ่สวมถุงมือยกขึ้นแตะสัมผัสดวงเนตรของตนเอง หยดน้ำนั้นมาจากดวงเนตรของตัวเขาเอง... มาจากคำโกหกในหัวใจของตัวเขา เพราะอะไรเขาต้องเสียน้ำตาที่ตนไม่เคยร่ำไห้... อย่างไม่รู้ตัว....
คำพูด... ที่สำคัญยิ่ง.....
“ที่บอกนี่หมายถึงตัวฉันที่เป็นฉัน ไม่ใช่มาเฟียที่นายเกลียด”
แม้เขาจะไม่เคยยอมรับตัวเอง
ร่างกายและจิตใจตรงข้ามกัน......
“เกลียดคนอย่างคุณซะจริงๆ สึนะโยชิคุง” คนที่โกหกเรื่องไม่เป็นเรื่อง... เพื่อไม่ให้ใครต้องเป็นห่วง และกังวล.. แต่กลับห่วงเรื่องคนอื่นมากมายนัก...
ร่างสูงขยับเคลื่อนกายเข้าใกล้ร่างในโลงศพนั้น “ผมเกลียดคุณที่สุด” สัมผัสแผ่วเบาลงบนริมฝีปากนั้น.. แม้สิ่งที่สัมผัสได้เป็นเพียงแค่ความเย็นเยียบ...
ต่อให้หัวใจมอดไหม้ ริมฝีปากต้องแห้งผาก
“ผมเกลียดคุณ” เกลียดคนที่ทำให้เขาต้องสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง....
ต่อให้เกิดใหม่อีกครั้ง.. ก็จะมีเพียงคุณ
มีคุณเพียงคนเดียว
“ทำไมนายไม่พูดเรื่องจริงกับฉันซะบ้างล่ะ?”
ผมไม่ต้องการคำพูดอะไรทั้งนั้น
แค่เพียงคุณ
“ไม่ใช่เรื่องยากซะหน่อยนี่”
ต่อให้มันสายเกินไป ก็จะมีเพียงแค่คุณ
แค่คุณเท่านั้น
“แค่พูดเรื่องในใจของตัวเองน่ะ”
“สิ่งที่ผมจะทำหลังจากนี้ไม่ใช่เพื่อคุณหรอกนะครับ” แต่ทำเพื่อสิ่งที่คุณปรารถนาจะทำ... เพื่อคุณเพียงคนเดียว...
ชายหนุ่มหยัดกายขึ้นยืนมองโลงศพสีดำขลับอีกครั้งหนึ่ง จดจ้องมองเป็นครั้งสุดท้าย และคงไม่ได้มาที่นี่อีกครั้งในสภาพนี้อีก เป็นเพียงนกฮูกที่ออกมาเป็นอิสระเพื่อทำตามความประสงค์บางอย่าง เรื่องบางเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันนั้น
“แล้วพบกันนะครับ ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน” แม้เป็นห้วงฝันสั้นๆก็ตามที...
ทิ้งเอาความทรงจำเอาไว้เบื้องหลัง เป็นดั่งคำบอกเล่าว่าตนเองต้องทำสิ่งใดต่อไป แม้เป็นเรื่องขลาดเขลานัก และในยามเมื่อโลกนี้เปลี่ยนแปลงไป ตอนนั้นคงได้ยินความจริงที่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางไหน แต่ยามนี้นั้น... ความจริงอยู่ ณ ที่นี้ เวลานี้... และตลอดไป.....
สายหมอกที่โป้ปดมีความจริงเพียงหนึ่งเดียว
“ผมเกลียดคุณ”
บอกเป็นพันครั้ง เป็นหมื่นครั้ง
.
.
.
.
“สึนะโยชิคุง”
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
Free Talk : เมาเพลง!!! It's you ของ SJ ค่ะ เนื้อเพลงไม่ตรงเท่าไหร แต่ว่าอิงส่วนหลักๆมาตีความใหม่ ฮา เพลงนี้ทำเอาเราเป็นบ้าอยู่หลายวันแล้ว หาที่ระบายด้วยฟิค ฮ่าๆ ตอนแรกคิดว่ามันเหมาะกับ 127 นะ แต่ฟังดีๆแล้วมันคือ 6927 =w=” ถ้าเป็นเบียสึนะ จะเป็นสถานการณ์จากเรื่องดงกล้วยไม้หรือว่าแบดบอยมากกว่า แต่ถ้าเอาตามเนื้อเพลงที่ฟังเลย มันคือมุ.... เพราะมุจะร้าวรานเสมอ =A=” แต่ด้วยความที่ของดองมันเยอะ... บวกกับแต่งดราม่าจบไปเยอะแล้ว ก็เลยระบายออกมาเป็นฟิคสั้นดีกว่า =w=”
널 사랑한다 말해도 천번 만번 말해도~ ขอบคุณยูตูบ ฮาาาาาาา ที่ำทำให้เป็นบ้า เมื่อเจอ drama ver.
รักมุน๊า =3=~~ รีบกลับมาเร็วๆน๊า!!! แม่ยกรอนานแล้ว กลับมา!!!!
ปล. Romeo 2009 เหล่าชายนี่.... แทมิน ผมเหมือนใส่วิกอีกแล้วนะ TvT

















ตอนแรกอ่านเป็น "ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว" =A= ยังนึกอยู่ว่ามุคุกลายเป็นชินอิจิไปแล้วรึนี่ ="=
มุคุร้าวรานอีกแล้วอ่ะอายะจัง TT^TT ทำไมเป็นแบบนี้ทุกทีเลย โฮออ หรือว่าที่ร้าวรานก็เพราะมุคุดันชอบโกหกนั่นแหละ
ว่าแต่มุคุหนีไปเล่นพ่อบ้ายาวไม่ยอมกลับมาเลยเนอะ - -"
#1 By freyachan on 2009-05-24 21:06