[AuFic] アジサイ の唄 (1827) Chapter 1
posted on 09 Nov 2009 19:02 by ayafee in Fiction
เอนทรี่จองรีปรินท์ >>> อันนี้นะคะ <<
เดินเรื่องเหมือนเร็ว ฮา เพราะไม่อยากให้จำนวนตอนมันมากมาย ตอบคอมเมนต์ก่อนนะคะ
#1 By Cocoaharry_Demmy : สร้างไหใหม่ แต่ถ้าจบก็ไม่เกี่ยวล่ะ = ="
#2 By *~.:KaNGaroO:.~* : ฮิบะตีความยากอ่ะค่ะ เราตีว่าฮิบะเป็นคนแบบนั้น =w=" ก็เลยไม่ค่อยเขียนมาก กลัวฟิคเงียบ(?)
#3 By Firodendon : โดกิโดกิ เราเป็นคนเขียนเองล่ะค่ะ OTL
#4 By ZEZT-JUNIO : ไฮเดรนเยียไว้ในน้ำยาซักผ้าก็ตายสิคะ = =" ฮิ 25 ซือ 20 ค่ะ ถ้าสิบปีข้างหน้า
#5 By かつみ : ไม่โชตะหรอกนะ OTL
#6 By FeeNiG : เรื่องฟิคเปิดรีปรินท์ไว้แล้วนะงับ =w=" จองไว้ในเอนทรี่นั้นได้เลย
#7 By Kuro_Goku : มันล้มพล็อตกันตลอดเลยอ่ะค่ะเรื่องนี้ เขียนไปล้มไป เปลี่ยนไป ตอนจบเหมือนเดิม....
#8 By princesskpp : ฟิคนี้เป็น Angst ยังไงก็น่าจะเศร้านะ ฮา
#9 By [Joey]I'm the tutor home Reborn : เจอคนแปลกหน้าก็ต้องสภาพนั้นล่ะ
#10 By Nay : พอดีว่ามันไม่ใช่เด็กหรอก ส่วนเรื่องทวง ยิ่งโดนทวงก็ยิ่งไม่เขียนเป็นสัจธรรม....
#11 By YokeK.N. : ไม่น่าจะได้นะพี่หยก มันคงปล่อยออกมาหมด กร๊ากกก อยากเลี้ยงเหมือนกัน แต่กลัวตาย
#12 By dearchan : ใช้ถ่านไฟรักเบียย่ะ = =+
#13 By freyachan : เคยอ่านในการ์ตูนสืบสวนน่ะ = =" พวกศพอะไรงี้.... แล้วมันเปลี่ยนสี เหอๆๆ ฮิตอนต้นเรื่องอยุ 15 นั่นล่ะ
#14 By *Too_Near* : ปากเสียด้วยนิดๆมั้ง = =" มาต่อแล้วจ้า
#15 By M ï h a l2 µ : ชอบฮิบะ TYL นะ เพราะว่ารู้สึกจะเขียนง่ายเข้าใจง่ายกว่าฮิบะตอนเด็กด้วย ตอนเด็กนี่มึนตึบ OTL
#16 By #Aline#Bamboo# : ยิ่งทวงยิ่งไม่เขียนค่ะ คือสัจธรรม = =" สึนะใสซื่อ?..... อะหึๆๆๆๆๆๆ
#17 By CrazyApple : เรื่องนี้ตั้งใจไว้แล้วว่าจะเศร้าค่ะ เพราะว่าฮิบะไม่เคยโดนอะไรแบบนี้เลย(?)
#18 By {+๑MimurRa๑+}-รัก18สุดใจ : จริงๆฮิบะเป็นพระเอกเยอะนะ OTL แต่ว่าเราตีโจทย์คุณพ่ไม่ค่อยแตกก็เลยเกิดปัญหาประจำๆ...
#19 By ซึนเดเระ : NC-15 ไม่ใช่ฉากเรทนะ แต่เป็นเนื้อหาน่ะ
#20 By Liping : ไม่ใช่โชตะค่อนหรอกค่ะ ฮ่ะๆ....
#21 By Pukapukajun : เด็กๆเค้าก็ไว้ใจคนหน้าตาดีกันทั้งนั้นล่ะ(?) อย่างเบียถ้ามาหลอกเราบ้าง เราก็เชื่อนะ (เอ๊ะ...)
#22 By tabby แมวลายสีส้ม : นอกจากฮิบะที่นานๆจะเจอที ตัวฮิบะเองก็ไม่เคย Angst ด้วยเหมือนกัน คึๆๆๆๆ รอบนี้เพื่อให้ฮิบะโดนครบรส(?)
#23 By Chura Chura Chucream : ทูน่าจะโมเอะได้แค่ตอนเด็กรึเปล่านะ... ส่วนฮิบะก็ต้องร้าวรานแน่ๆ
#24 By ★A.annew•「エンニュー」 ตอนนี้ที่บ้านพี่ฝนตกทั้งวันเลยล่ะ == " พอเขียนฟิคฝนตกแล้วก็อินดี แต่จะให้ดีสงสัยต้องเอาไฮเดรนเียียมาเลี้ยงด้วยแล้วล่ะ เศร้ามั้ย.... เศร้าแน่นอนค่ะ OTL
#25 By ต้นปาล์ม สรรพนามฟิคกลายเป็นไหซะแล้ว OTL
#26 By ซึนเดเระ : อันนี้ลงไว้ตั้งแต่เมื่อวานอ่ะจ้า
มีหลายคนบอกว่าน่าจะเศร้า ถ้าสังเกตจะเห็นว่าฟิคเรื่องนี้เป็นฟิค Angst นะ ฮา เริ่มด้วยพาร์ตเด็กดึงความสัมพันธ์ก่อน แล้วร่วงหล่นไป.....
Title: アジサイ の唄
Fandom : Katekyo Hitman Reborn!
Genre : AuFic , Angst , Drama , Romance
Rating : NC-15
Pairing : 1827
Summary : บุปผชาติผลัดเปลี่ยนสี..... จากจิตใจที่ด้านชา สู่ความรักที่ไม่เปลี่ยนแปลง
--------------------------------------------------------------------------------------
ไฮเดรนเยียข้างตัวเรือน....
บานสะพรั่งด้วยสีชมพูสวย......
เป็นสีชมพูตลอดเรื่อยมา.......
คงสภาพไว้แบบนั้น
หนึ่งวัน สองวัน สามวัน ผ่านพ้นล่วงเลยไปจนกระทั่งเป็นหนึ่งสัปดาห์ เด็กหนุ่มเรือนผมสีดำขลับนั่งพิงผนังนอกเฉลียงของตัวเรือนญี่ปุ่นทอดมองออกไปไกล... มีเพียงชื่อเพียงอย่างเดียวให้คนในบ้านได้ล่วงรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าตัว จะไปที่ไหน มาจากไหน และจะทำอะไรต่อไป... ไม่เคยมีคำตอบจากปากของผู้มีเกศาสีเข้มคนนั้นแม้เพียงครั้งเดียว เพียงแค่นั่งอยู่เงียบๆราวกับใช้ความคิดอยู่กับตัวเองในแต่ละวัน... น้ำแข็งที่เป็นดั่งกำแพงกั้นขวางไม่ยอมละลายหายไป... มิอาจคาดเดาความคิด...
เนตรคมสีขนกามองสำรวจในบ้านอีกคราหนึ่ง... ข้อมูลที่เขาพอจะเก็บเกี่ยวจากในเรือนญี่ปุ่นหลังนี้คือครอบครัวนี้ทำธุรกิจใหญ่โตใช่น้อย... มีต้นตระกูลมาจากอิตาลี.. ฐานะร่ำรวยกว่าที่เห็นและคนทั่วไปมอง... ยิ่งทำให้เขาแปลกใจในตรรกะความคิดของคนในบ้าน... ไว้ใจคนแปลกหน้าเข้ามา ทั้งที่ควรจะระมัดระวังตัวว่าเป็นคนร้าย... พิลึกสิ้นดี... พวกสัตว์กินพืชนั่น....
“ฮิบาริคุง ทานข้าวก่อนสิจ๊ะ” เสียงใสของหญิงสาวดังมาจากเบื้องหลัง พร้อมกับกลิ่นหอมของอาหารญี่ปุ่นโชยมา
ไม่มีสุรเสียงใดตอบกลับ ไร้คำขอบคุณ กระนั้นแล้วผู้เป็นภรรยาของเจ้าของบ้านก็มิได้ถือความใดๆ “แผลหายหมดแล้วนะจ้ะ จากนี้จะไปที่ไหน?”
“ยังไม่รู้” เสียงทุ้มตอบกลับมาเพียงสั้นๆหากแต่ได้ความหมาย... ไม่มีเป้าหมาย ไม่มีที่มาที่ไป อยากทำอะไรก็ทำ... ดั่งก้อนเมฆที่ล่องลอยไป....
ซาวาดะ นานะทอดมองใบหน้าคมนั้นพลางยิ้ม “ถ้าไม่มีที่ไปจริงๆ มาอยู่ที่บ้านนี้มั้ยจ๊ะ” คำพูดนั้น.. เรียกให้เด็กหนุ่มผมดำจ้องมองกลับ....
“ไม่คิดว่าฉันเป็นคนร้ายรึไง” คำถามที่เรียกให้คนฟังหัวเราะออกมาแผ่วเบา ตลอดช่วงเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา... เป็นตัวบอกอย่างดี...
“ไม่รู้สิจ้ะ ถ้าฮิบาริคุงเป็นคนร้ายจริงๆ อาจจะทำร้ายซือคุงตั้งแต่ตอนนั้นแล้วก็ได้ ใช่มั้ยล่ะจ๊ะ?” น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ยอย่างมั่นใจ... ช่างน่ารำคาญ....
“พวกเราอาจจะไม่รู้ว่าหนูมาจากไหน ไปทำอะไรที่ไหนมา แต่ช่างมันเถอะนะ” มอบความรู้สึกที่ไม่ได้สัมผัสในสายฝนแก่ผู้โดดเดี่ยว....
ไม่ผูกติดกับใคร... ที่ไหน.....
ในวันที่สายฝนพรำ... เดินมาเรื่อยๆจนกระทั่งเข้ามาในเขตบ้านส่งกลิ่นไฮเดรนเยียโดยไม่รู้ตัว.... อดีตที่ไม่คิดจะบอกใคร ที่มาที่ไปที่ไม่จำเป็นต้องบอกใคร เจตนาที่ไม่จำเป็นต้องบอกใคร... เรื่องของฉันคือเรื่องของฉันเพียงคนเดียวเสมอและตลอดไป.... แต่คนพวกนี้....
“ยิ่งประมาท จะยิ่งอายุสั้น” คำพูดนั้นเรียกเสียงหัวเราะของคู่สนทนา... เป็นเรื่องน่าขันนักรึไร....
“เรื่องนั้นรู้อยู่แล้วล่ะจ้ะ” รอยยิ้มจางๆนั้นชวนให้เขาคิดถึงบางสิ่งบางอย่าง... รู้ทั้งรู้แต่ก็ยังคงไม่ระวังตัว... เป็นความคิดที่อ่อนแอเสียจริง...
“รู้แบบนั้นแล้ว ก็ยังคิดจะให้ฉันอยู่ที่นี่งั้นสิ” อาจจะดูเหมือนเด็กหนุ่มไม่มีสัมมาคารวะในการคุยกับผู้ใหญ่ แต่คู่สนทนาไม่คิดถือสาว่าความ
“ใช่จ้ะ เพราะว่าซือคุงดูจะชอบหนูมากๆเลย” ช่างคิดอะไรง่ายๆ.....
“น่ารำคาญซะจริง.....” ความรู้สึกคนอื่น... ความรู้สึกของตัวเขา... ที่แทรกซึมเข้ามา...
“ช่วยไปรับซือคุงหน่อยนะจ๊ะ วันนี้ไม่มีใครว่างไปรับเลย” ผู้เป็นมารดายื่นร่มให้กับฮิบาริ เคียวยะ คิ้วคมสีเข้มทั้งสองขมวดเข้าหากันอย่างไม่พอใจ
“นะจ๊ะ ไปรับซือคุงหน่อยนะ” สายตานั้นมองตรงแกมขอร้อง... มีบางอย่างที่แฝงเอาไว้... เขามิอาจเข้าใจความหมาย...
มือแกร่งยื่นไปรับร่มนั้นไว้ในมือ... “แค่ครั้งเดียว ฉันไม่ชอบฟังคำสั่งใคร” ตัดความรำคาญไป... เพื่อไปจากที่นี่เสียที...
“ฝากด้วยนะจ๊ะ” รอยยิ้ม...ที่แฝงความหมาย ที่เขามิอาจเข้าใจ มองเป็นเพียงรอยยิ้มธรรมดาทั่วไปที่คนอื่นชอบแสดงออก....
“....ก็ได้....” ฮิบาริตอบรับคำเพื่อตัดความรำคาญไป... ทั้งๆที่ไม่เต็มใจ... ทั้งๆที่ออกไปแล้วไม่ต้องกลับมาก็ได้...แต่เขาก็ต้องไปอยู่ดี.....ทั้งที่....
ไม่อยากอยู่ร่วมกับคนอื่น..... ไม่จำเป็น.....
หากไฮเดรนเยียมีสีฟ้าแลดูเย็นชา.... เด็กหนุ่มก็คงเหมือนกัน ร่างสูงเรือนผมดำขลับก้าวออกจากบ้านเดินไปตามถนนตามเส้นทางที่หญิงสาวบอกตำแหน่งของโรงเรียนให้... ถนนทอดยาว...ผู้คนเดินผ่านไปมาทั้งที่มีฝนตกโปรยปรายก็ยังคงจับกลุ่มคุยกัน..... ใยผู้คนจึงชอบสุงสิงอยู่กันเป็นกลุ่มนัก... ฉุดดึงให้ตัวเองอ่อนแอไป....
โรงเรียนประถมปรากฏให้เห็นตรงหน้า มีเด็กนักเรียนมากมายรอให้ผู้ปกครองมารับ บ้างมีผู้ปกครองพาเดินกลับบ้านไปด้วยแล้ว เนตรสีเข้มกวาดมองไปทั่วบริเวณหน้าโรงเรียนไร้วี่แววของเจ้าเด็กน้อยที่เขาต้องมารับ... อายุ 10 ขวบก็น่าจะกลับบ้านเองได้แท้ๆ....
“พี่ฮิบาริ~~!” เสียงใสตะโกนเสียงดังมาจากที่ไกลๆ เมื่อเงยหน้ามองแลเห็นเจ้าร่างเล็กเรือนผมสีน้ำตาลไหมยืนโบกไม้โบกมือมาจากใต้ตึกเรียน.. หลบฝนอยู่ตรงนั้น...
เด็กหนุ่มอายุ 15 ผ่อนลมหายใจแผ่วเบาเหนื่อยหน่าย... เมื่อก้าวเดินเข้าไปใกล้ เจ้าร่างเล็กดูแสนซนนั่นก็เร่งวิ่งเข้ามาในร่มคันเดียวกันไม่ยอมออกไป.. “ม่ะม๊าให้พี่ฮิบาริมารับผมเหรอฮะ?”
“ใช่... แต่นายควรจะถือร่มของนายเอง” มือแกร่งยื่นร่มคันเล็กให้ แต่เด็กตัวน้อยผมสีน้ำตาลกลับไม่สนใจเกาะอยู่ใกล้ๆร่างสูงกว่าไม่ยอมถอย
“ไม่เอาอ่ะ ผมจะให้พี่ฮิบาริถือร่มให้” เอาแต่ใจเสียจนคิ้วคมขมวด... ตัวเขาก็ไม่ใช่คนรักเด็ก... เพียงแค่ไม่ลงไว้ลงมือกับเด็กก็เท่านั้น...
“งั้นก็รีบเดินมา” ชายาวก้าวเดินนำ เด็กประถมตัวน้อยเกือบเดินตามไม่ทันจึงเร่งก้าวเท้าตาม...
“หวา~~~ พี่ฮิบาริเดินช้าๆหน่อยสิฮะ~~” จังหวะที่ไม่ผสานกัน... คนที่จูนกันไม่ติด... เด็กหนุ่มเดินเร็ว เด็กน้อยพยายามเดินตามให้เร็วที่สุด... จากที่พยายามเดินตามคนเดินเร็วก็คว้าเอาแขนเสื้อจับเอาไว้...
“นาย....” ใบหน้าคมสะบัดมองเคืองๆ แต่ใบหน้าแป้นแล้นนั้นกลับยิ้มแย้ม....
“พี่ฮิบาริเดินเร็วอ่ะ... ผมไม่อยากเปียกฝน” ก็แล้วทำไมไม่ปล่อยมือแล้วรับเอาร่มไป.... เขาเองก็บังคับได้แท้ๆ... แต่ใยไม่ทำ....
สายฝนโปรยลงมา... ไม่หนักไม่เบา....
ใต้ร่มสีฟ้าคราม.... เด็กสองคน...
แต่มันตกร่วงหล่นไปถึงที่แห่งใด......
ไร้บทสนทนา.. ไร้การตอบกลับ ฮิบาริเลือกที่จะเดินเงียบๆต่อไป.. แต่การก้าวเท้ากลับช้าลงกว่าก่อนหน้าให้เด็กน้อยได้เดินตามทัน ตัวสึนะโยชิเองก็มิได้ชวนสนทนา... ไม่ได้น้อยใจที่ไม่ได้คำพูดใดตอบกลับมาเลย...
“ผมดีใจจัง ที่พี่ฮิบาริมาอยู่ที่บ้าน” ความจริงใจของเด็กน้อย.... ผู้มีเรือนผมสีเข้มรับรู้ แต่มิได้ตอบ มิได้รับ เพียงแค่ฟังอย่างเงียบงัน....
“นายไม่กลัวฉันรึไง คนแปลกหน้าที่มาด้วยแผลเต็มตัว” ใบหน้าใสอ่อนเยาว์สะบัดรัวทำหน้าบึ้ง คล้ายกับต้องการบอกว่าไม่ชอบคำถามนั้น
“พี่ฮิบาริไม่เห็นน่ากลัวเลย งืออออ พ่อกับแม่เคยบอกว่าสายตาแบบนั้นเรียกว่าเหงาอ่ะ” น่าขำเสียเหลือเกิน... คนที่ไม่เคยคิดจะยุ่งกับใครแบบเขา...
“นายก็แค่คิดไปเอง ไม่รู้เรื่องอะไรเลยแท้ๆ” และบทสนทนาก็จบลง... เพียงแค่ฟังเรื่องเล่าของเด็กน้อยไปตลอดทาง พูดจาไม่หยุดไม่รู้จักเหนื่อย...
“แล้วก็.. วันนี้ตอนเรียนศิลปะ....” เล่าเรื่องของตัวเองให้คนอื่นฟังได้ง่ายๆ…..
“คะแนนสอบคณิตศาสตร์.....” ไม่สนใจใส่ใจว่าคนฟังจะอยากฟังหรือไม่....
“แล้วก็ๆๆๆๆ” กลับเล่าราวกับเป็นคนคุ้นเคยกันมานาน.....
ที่มาที่ไปของตัวเอง... เขาได้ทิ้งหลบเลือนมันไปเสียหมด... ไม่จำเป็นต้องหวนกลับไปคิดถึง สิ่งที่ควรคิดคือเรื่องของตอนนี้เสียมากกว่า.. สถานการณ์ที่เขาเข้ามาพัวพันกับบ้านประหลาดๆ... ครอบครัวสัตว์กินพืชประหลาดๆ... อ่อนแอแต่พูดด้วยอุดมการณ์น่าตลก....
สองร่างย่างก้าวมาถึงบริเวณบ้านซาวาดะ เรือนญี่ปุ่นเปียกแฉะไปด้วยความชื้นและหยดน้ำจากสายฝนที่โปรยลงมาเป็นเวลานาน ต้นไม้ดอกไม้แลดูชุ่มชื้นเมื่อได้รับสิ่งที่มันชอบ ... แต่ใยเขากลับได้กลิ่นบางอย่างที่แปลกปลอมโชยติดมากับไอฝน.... คิดไปเอง หรือแค่ความเคยชิน.....
“เป็นอะไรไปเหรอฮะพี่ฮิบาริ?” สึนะกระตุกแขนเสื้อของคนที่เขาเหมาเอาเองว่าเป็นพี่ชาย เนตรคมเหล่มองมาก่อนส่งร่มให้เด็กน้อยถือ
“รออยู่ตรงนี้ ห้ามตามมา” กำชับร่างเล็กกว่าพร้อมส่งสายตาขู่บังคับ ศีรษะผงกรับอย่างว่าง่าย หวังว่าจะไม่ตามมาจริงๆ...
ฮิบาริ เคียวยะก้าวเข้าไปในบ้านที่ปิดเงียบ... ดวงไฟปิดสนิททั้งที่ฟ้ามืดครึ้มเพราะฝนตกมากขนาดนี้...ก่อนออกไปเขาจำได้ว่าบ้านนั้นสว่างไสว.... ดวงเนตรเพ่งมองเข้าไปมองเห็นเงาเลือนลางจึงเลื่อนมือไปกดสวิตถ์ไฟในบริเวณนั้น..... สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า.....
“!!!!” จะให้เด็กคนนั้นมาเห็นได้อย่างไร......
เลือดสีแดงฉาน.... เปรอะเต็มห้องนั่งเล่น.... กองโลหิตยังไม่แห้งสนิทติดพื้น... ร่างไร้วิญญาณของผู้เป็นบิดามารดาของเจ้าเด็กจอมวุ่นวายที่กำลังรอเขาอยู่นอกบ้าน.... บาดแผลที่เพ่งมองแล้วน่าจะมาจากกระสุนปืนของคนร้ายมองเห็นชัด....
“บ้าจริง.....” ในสถานการณ์แบบนี้.... ตัวเขาควรจะทำอย่างไร......
คำพูดของหญิงสาวก่อนยื่นร่มมาให้เขา...
คำพูดบอกฝากฝังให้ไปรับลูกชายเพียงคนเดียว... สีหน้านั่น...
“พี่ฮิบาริฮะ~! ผมเข้าบ้านได้รึยังฮะ” เสียงใสของสึนะโยชิตะโกนเรียกมาจากด้านนอก... ร่างสูงสะดุ้งตัวและรีบเดินออกไปก่อนที่ฝ่ายนั้นจะเดินเข้ามา....
เนตรคมพิศมองใบหน้าของเด็กน้อยผู้ไม่รู้เรื่องรู้ราว.... ต่อให้เป็นคนเย็นชาเฉยชาเพียงใด... คงไม่มีใครเอ่ยออกมาได้หรอกว่าบิดามารดาของเด็กตรงหน้าโดนฆาตกรรม..... เขาควรจะทำอย่างไร.... ในเวลานี้.... เพื่อไม่ให้เด็กน้อยคนนี้รู้เรื่องราว....
“นายมีญาติพี่น้องที่ไหนรึเปล่า” ดวงเนตรกลมโตพยักหน้าหงึกๆ และหยิบเอาโทรศัพท์มือถือที่พ่อแม่กำชับให้พกเอาไว้ออกมาพลางยิ้ม
“โทรเรียกเขามา” เด็กหนุ่มอายุ 15 ซึ่งมีความเป็นผู้ใหญ่ยังคงดำเนินเรื่องไปอย่างสงบ... ในใจของเขา.... ที่ตรงไหนซักแห่ง... รู้สึกแปลกๆ.... เพราะอะไรกัน...
จากไปงั้นเหรอ?
กว่าสองชั่วโมงที่ญาติสนิทของบ้านซาวาดะจะเดินทางมาถึง... เด็กน้อยอายุ 10 ขวบไม่ได้รู้เรื่องราวและยอมฟังชายแปลกหน้าที่เข้ามาในบ้านเมื่อสัปดาห์ก่อนบอกให้ตนยืนรอหน้าบ้านแบบนั้น... เวลาผ่านล่วงเลยไปพร้อมกับการปิดบังความจริงไม่ให้เด็กน้อยได้รู้....
“มีอะไรรึเปล่าฮะ พี่ฮิบาริ?” สึนะโยชิเอ่ยถามขึ้นระหว่างนั่งรอในรถของคุณลุงของเขา... นั่งรอเพียงอย่างเดียวยาวนานชวนให้ง่วงเหงา...
ยิ่งมีตำรวจเข้ามาที่เกิดเหตุ... ยิ่งชวนให้น่าสงสัย... “นายรู้รึเปล่าว่าความตายคืออะไร” เอ่ยถามขึ้นพลางเมียงมอง... สิ่งที่อยู่ใกล้ตัวของทุกคน....
“คุณแม่บอกว่า... คือการนอนหลับไปเพื่อรอตื่นขึ้นมาในซักวันหนึ่งน่ะฮะ” เสียงใสเอ่ยพลางนึกถึงคำสอนของมารดา.... งั้นรึ... คิดแบบนั้น....
ไม่แปลกใจที่ครอบครัวจะสอนมาเช่นนั้น... สำหรับบ้านที่มีสายเลือดมาจากชาวตะวันตก... ชาวตะวันตกเชื่อว่าความตายคือการหลับใหลเพื่อรอให้ฟื้นขึ้นมา... จึงไม่มีการเผาศพ.... แต่สำหรับชาวญี่ปุ่นแบบเขาแล้ว... เรื่องแบบนั้นไม่มีทางเกิดขึ้น... พวกเขาจึงเผาศพไปตามพิธี....
“พ่อแม่ของนาย..... ประสบอุบัติเหตุ....” เสียงทุ้มเอ่ยเรื่องโกหกที่ตนมิเคยคิดจะเอ่ยเปล่งบอก... ทางที่ดีที่สุดควรเป็นแบบนั้น....
แต่เขานั้นจะต้องแบกรับมันงั้นเหรอ.....
ดวงเนตรกลมโตมองตรงมานิ่งงัน มิค่อยเข้าใจความหมาย เด็กหนุ่มผมดำจึงเอ่ยซ้ำอีกครั้ง “พ่อแม่ของนายประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต” บิดเบือนความจริง.... ให้ทำร้ายเด็กน้อยไม่มากเท่าบอกความจริงไป....
“โกหก.... พี่ฮิบาริโกหก.....” เนตรสีน้ำตาลไหม้เอ่อคลอด้วยน้ำตา... แม้เป็นเด็กก็เข้าใจคำว่าสูญเสีย เรื่องแบบนั้นเป็นเรื่องโกหก....
“ไม่ได้โกหก มันเป็นเรื่องจริง” สิ้นคำเจ้าร่างเล็กพยายามลงจากรถเพื่อไปหาพ่อแม่ของตัวเอง... แต่มือแกร่งกลับจับดึงรั้งเอาไว้ไม่ให้ลงไป...
“ฮืออออออ ผมจะไปหาป๊ะป๋ากับม่ะม๊า!!!!” มือน้อยปัดไปมาชวนให้ผู้รั้งไว้หมดความอดทน... เด้กน้อยช่างดื้อรั้น....
“นายไม่ควรไปเห็นพ่อแม่นายตอนนี้!!!” เสียงทุ้มตะคอกใส่ด้วยความหงุดหงิด.... ยิ่งทำให้ร่างเล็กกว่าร่ำไห้หนักมากขึ้น....
จะจดจำติดตาไปตลอดชีวิต......
เสี่ยงร่ำไห้กรีดร้องดังเรียกให้ลุงซึ่งเป็นญาติสนิทและตำรวจบริเวณนั้นหันมอง.... ความลับจะปิดบังได้นานมันก็เป็นไปไม่ได้.... “อ่า.... ฮิบาริคุงนี่..” มือเหี่ยวย่นของลุงผมเทาแซมขาวยื่นจดหมายฉบับหนึ่งส่งให้... แลดูคล้ายพินัยกรรม....
เนตรคมมองอย่างไม่เข้าใจ กระนั้นแล้วอีกฝ่ายก็เน้นย้ำให้เขาเก็บเอาไว้.... เพื่ออะไรกัน... “อย่าร้องนะสึนะโยชิคุง เดี๋ยวลุงจะดูแลหนูเอง” แล้วชายวัยกลางคนก็หันไปกอดปลอบโยนหลานของตนเอง....
“......วุ่นวายจริงๆ....” เดินเข้ามาในวังวน.... อย่างไม่รู้ตัว....
ไฮเดรนเยีย... สีชมพูและสีฟ้า....
ในสวนข้างบ้าน.... วันนี้เต็มไปด้วยสีชมพู.....
ที่สามารถเปลี่ยนมันเป็นสีฟ้าสด.....
ตำรวจเข้ามาเคลียร์พื้นที่และทำการสอบปากคำ... หากไม่ได้ลุงของเจ้าเด็กน้อยสร้างเรื่องเท็จเกี่ยวกับที่มาที่ไปของเขา... เขาคงโดนมองว่าเป็นผู้ต้องสงสัย... จากคำของตำรวจดูเหมือนจะสันนิษฐานไปว่าเป็นการฆ่าเพื่อชิงทรัพย์.... ช่างโง่เขลา... มีแต่คนโง่เท่านั้นล่ะที่คิดแบบนั้น..... ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ.... ทำไมพินัยกรรมนี่... จึงเขียนบอกให้เขาดูแลบุตรชายเพียงคนเดียวของตัวเอง....
ทั้งๆที่เขาเพิ่งเข้ามาในบ้านได้เพียงแค่สัปดาห์....
ทั้งๆที่เขาน่าจะเป็นคนที่โดนสงสัย... เป็นคนแปลกหน้า....
เรือนญี่ปุ่นกลับคืนสู่สภาพปกติ.... ห้องนั่งเล่นถูกทำความสะอาดเสียไม่เหลือเค้าของร่องรอยก่อนหน้า.... บริเวณเฉลียงยื่นออกไปใกล้สวนหย่อมไฮเดรนเยียร่างของเด็กน้อยกำลังนอนหลับพลางสะอื้นคล้ายกับฝันร้าย.... ฮิบาริก้าวเดินเข้ามาหลังจากฟังเรื่องราวหลายต่อหลายอย่างจากคุณลุงของเด็กน้อย.... ยิ่งฟังยิ่งคิดว่าเป็นเพราะเรื่องทางธุรกิจ....
“.....ต้องอยู่ที่นี่ต่องั้นเรอะ....” ทั้งที่ตั้งใจว่าจะออกไปเสียที.... ไปให้ไกลแสนไกล.... จนกว่าจะเจอที่ๆควรจะเป็น.....
ร่างสูงหย่อนกายลงนั่งใกล้ๆร่างเล็กที่กำลังหลับใหล... ไม่ใช่เรื่องของเขา... ไม่ใช่เรื่องที่เขาอยากไปยุ่ง เขาไม่คิดจะช่วยเหลือใคร..... “.....เรื่องไม่เป็นเรื่อง......”
“ฮือ.....ป๊ะป๋า...ม่ะม๊า...” มือเล็กยื่นมาดึงแขนเสื้อของเขาอย่างไม่รู้ตัว..... บอกว่าคนอื่นเหงา... แต่เด็กนี่ไม่ใช่เหรอที่เหงา....
“นายนั่นล่ะ....ที่จะต้องเหงา...” มากกว่านี้... มากยิ่งขึ้น... เจ้าคนไม่รู้จักความโดดเดี่ยว....
ฉันไม่ชอบรับความช่วยเหลือจากใคร
ฉันไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวาย....
บดบังสายฝนที่ร่วงหล่นลงมากระทบกายฉัน...
เนตรคมสีดำขลับเมียงมองเจ้าร่างเล็กเด็กน้อยซึ่งนอนหลับใหล เด็กหนุ่มอายุ 15 ปี เด็กชายอายุ 10 ขวบ... ใต้ร่มดอกไฮเดรนเยียในวันนั้น.... ขับเอาความสัมพันธ์ของคนสองคนให้ขับเคลื่อนไป.... มือแกร่งเลื่อนขยับไปดึงผ้าห่มที่โดนเตะออกเพราะอาการนอนดิ้นห่มใหม่ให้.... เพียงนั่งพิศมอง...
“ทั้งที่มันน่ารำคาญแท้ๆ......” กลับมีความรู้สึกนั้นขึ้นมาเสียได้..... หมาป่าที่โดดเดี่ยว... อย่างไรมันก็อ่อนลงเมื่อได้รับความช่วยเหลือเมื่อบาดเจ็บ....
มือแกร่งยื่นไปสัมผัสลูบศีรษะเจ้าเด็กน้อยแผ่วเบาไม่ให้ตื่นขึ้นมา “ซักวันจะลืมตาตื่นขึ้นมา....” อย่างที่อีกฝ่ายเชื่อ.... ก็แค่การหลับไป....
แม้ว่าจะเป็นฐานะที่โดนยัดเยียดให้เป็น... แม้มันจะน่ารำคาญ... แม้ไม่น่าพอใจ มันก็คงไม่เลวร้าย... ถ้าลองรับความหวังดีนั่นดูสักคราหนึ่ง..... รับความหวังดีจากคนเพียงคนเดียว... ที่ยอมให้เข้ามาในพื้นที่ความสันโดษและเย็นชา.... เจ้าเด็กน้อย....
“ขอให้นายเชื่อแบบนั้น....” ดีกว่ารับรู้ความเลวร้ายที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้.......
ทั้งที่เป็นแค่สัตว์กินพืชแท้ๆ.... กลับพยายามเข้มแข็ง... อย่างน่าขำ....
“ฉันยังตายไม่ได้.....”
จนกว่า.... ฉันได้หมดภาระหน้าที่นั้นไป......
.
.
.
.
.
.
ทอนฟาสีเงินวาวฟาดเข้าใส่ศีรษะชายชุดดำคนแล้วคนเล่า... ร่างผู้ต่อต้านลงไปนอนกองกับพื้นจมกองเลือดสีชาด.. เนตรคมทอดมองอย่างเย็นชาก่อนก้าวย่างผ่านคนเหล่านั้นเข้าไป.... เข้าไปภายในห้องกว้างคล้ายห้องทำงาน ตรงไปยังชายซึ่งมีใบหน้าหวาดกลัวและสั่นไปทั้งร่างกาย ทอนฟาฟาดปักลงกลางโต๊ะไม้นั่นเกิดรอยแยก... เนตรไร้ความรู้สึกช่างเย็นชา.. กลิ่นเลือดที่ติดตัวมาช่างแลดูโหดร้าย.... สายตาที่กดดัน...
“ถ้ายังไม่อยากตาย บอกมา.....สึนะโยชิอยู่ไหน” น้ำเสียงทุ้มของชายหนุ่มเรือนผมสีดำขลับเอ่ยพลางจดจ้องหน้าปานจะสังหารคนตรงหน้าเสีย
“.....ยะ...อยู่...ที่ห้อง....3B……ชั้น3....” เอ่ยจบแทนที่จะได้หลุดพ้นจากความกลัว ทอนฟาสีเงินวาววับนั้นกลับฟาดตรงเข้ามาใส่เรียกโลหิตสาดกระเซ็น
“หึ.....” ชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทสีดำตวัดกายเดินออกไป..... ทิ้งไว้เพียงซากร่างของผู้เคราะห์ร้ายคนแล้วคนเล่า....
ตึกสูงใหญ่แลดูคล้ายที่อยู่ของพวกมาเฟีย... ตามทางเดินที่สวยงามกลับเต็มไปด้วยร่างป้ายแผลเต็มกายเป็นของประดับ... ขายาวเดินก้าวไปตามทางเดินจนกระทั่งมาถึงห้องที่มีเลขเขียนตรงหน้าว่า 3B จึงเตะพังประตูเข้าไปแทนที่จะเปิดมันดีๆ.....
“อยู่นี่เองเรอะ.....” เนตรคมทอดมองไปภายใน....
ห้องกว้างขวางรูปส่เหลี่ยมมีร่างหนึ่งโดนมัดติดกับเก้าอี้อย่กลางห้อง... เรือนผมสีน้ำตาลไหม้และดวงเนตรกลมโตพิศมองตรงมาที่ผู้มาเยือน ร่างกายที่สวมด้วยอาภรณ์ชุดสูทสีขาวเปรอะเปื้อนน้อยๆ.... กระนั้นแล้วท่าทางของคนโดนจับมาก็ไม่เหมือนคนโดนจับมาอยู่ดี....
“แหะๆ... พี่ฮิบาริมาเร็วจัง” ร่างโปร่งบางนั่งยิ้มแฉ่งทั้งที่ไม่ควรมีสีหน้าแบบนั้น... ร่างกายโดนจับมัดกับเก้าอี้นั่ง.. ยังจะยิ้มระรื่นได้อีก
ฮิบาริก้าวเข้าไปใกล้จัดการแก้มัดให้อีกฝ่ายเป็นอิสระ “ฉันบอกนายไปหลายครั้ง เคยจำบ้างรึเปล่า” เรื่องระวังตัว... ทายาทผู้ได้รับมรดกจำนวนมหาศาลจากครอบครัว และเป็นเจ้าของธุรกิจ.... ช่างประมาท...
“จำสิครับ แต่พี่ฮิบาริเป็นบอดี้การ์ดของผม แล้วมาช่วยผมตลอดเลยนี่” ได้รับอิสระแล้วสึนะโยชิเร่งลุกขึ้นมาบิดขี้เกียจ....
พฤติกรรมแบบนั้นชวนให้ชายหนุ่มที่มาช่วยมองอย่างเหนื่อยหน่าย “ถ้าพวกมันไม่ใช่แค่ขู่ นายจะได้ขำไม่ออก” มือแกร่งเก็บทอนฟาเข้าใต้เสื้อของตนจัดแจงเสื้อสูทของตนให้เรียบร้อย...
“ก็ผมรู้นี่ ว่ายังไงพี่ฮิบาริก็มา” ใบหน้าใสระบายรอยยิ้มจริงใจ... เต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อใจ.....
“ไปกันได้แล้ว....” เจ้าของเนตรสีดำขลับเดินนำอีกฝ่ายออกไป... เป็นแบบนี้ทุกครั้ง...ทุกครั้ง....
จากเด็กหนุ่มเด็กชาย....
เติบโตขึ้นเป็นชายหนุ่ม......
สองร่างเดินออกมาจากตึกขึ้นรถที่รออยู่ยังทางออกด้านหลัง เมื่อขึ้นมาบนรถแล้วซาวาดะ สึนะโยชิก็จัดการนั่งพิงพนักเบาะหมดเรี่ยวหมดแรง.... ฮิบาริที่ตามขึ้นมาทีหลังมองและบอกให้คนขับรถขับเคลื่อนรถไปก่อน... แม้ยังไม่รู้ว่าเจ้าคนโดนลักพาตัวจะกลับบ้านเลยหรือว่าจะไปไหน....
“นายจะไปที่ไหนต่อ” เสียงทุ้มเอ่ยถามคนข้างกาย เนตรกลมโตมองแล้วยิ้มให้ เคลื่อนตัวขยับมาเคียงใกล้และพิงไหล่ปรือหลับตาลง...
“ไปเรื่อยๆก่อนก็ได้ครับ.... แล้วค่อยไปเคลียร์งานที่บริษัท....” ทั้งที่หมดเรี่ยวแรงเพิ่งโดนลักพาตัว... กลับสนใจเรื่องงานเสียจนไม่น่าเชื่อ...
“เดี๋ยวนายก็อ้างว่าเหนื่อยเหมือนเดิม” เมื่อชายหนุ่มใบหน้าไร้อารมณ์ตอกกลับมาอย่างรู้ทัน เสียงใสพลันหัวเราะขำขัน
“...งั้นกลับบ้านก็ได้ครับ....” เจ้าของเนตรสีน้ำตาลนิ่งเงียบและข่มตาหลับไป... พิงไหล่แกร่งราวกับเป็นที่พักพิง.... เหมือนเด็กๆ....
ชายหนุ่มมองและถอนหายใจกับพฤติกรรมนั่น.... กระนั้นก็ปล่อยให้อีกฝ่ายนอนพิงไหล่ของตนไป... เพราะเขาได้ตัดสินใจมาตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อนแล้ว..... “ขับไปที่บ้านซะคุซะ” เปล่งบอกคนขับรถเรือนผมทรงรีเจนท์ซึ่งเป็นผู้ช่วยของตน
“ครับคุณเคียว” และปรือหลับตาหลับลงบ้าง....
ชายหนุ่มอายุ 20 และชายหนุ่มอายุ 25.... จากเด็กสองคนมาอยู่ในโลกของธุรกิจของผู้ใหญ่.... ซาวาดะ สึนะโยชิเข้ามาทำงานเมื่อบรรลุนิติภาวะตามที่พินัยกรรมได้ระบุเอาไว้ ในขณะที่ฮิบาริ เคียวยะเป็นทั้งบอดี้การ์ดและผู้ช่วยในทุกๆเรื่อง... อยู่ด้วยกันมาตลอดมิได้ห่างไกล..... ธุรกิจที่เติบโตขึ้น... มรดกจำนวนมหาศาล... คู่แข่งทางธุรกิจ.. คนในที่อาจจะแปรพรรค... โลกใบนั้น.... ที่เขาคอยขจัดสิ่งโสมมออกห่างเจ้าร่างเล็กนี่....
เพราะสีดำและสีเทา... ฉันเป็นคนรับมันเอาไว้....
รถยนต์สีดำขลับเคลื่อนจอดที่หน้าบ้านแลเห็นว่ามีรถอีกคันหนึ่งจอดรออยู่ก่อนหน้า เนตรคมปรือเปิดขึ้นเผยให้เห็นดวงเนตรสีดำขลับ... เมื่อเห็นเรือนญี่ปุ่นจึงจัดการปลุกคนขี้เซาข้างกายที่ยังคงพิงไหล่ของเขาไม่ยอมตื่น... หากเป็นคนอื่นเขาคงโยนทิ้งลงไปจากรถเสียแล้ว...
“สึนะโยชิ ถึงบ้านแล้ว” เปลือกตาบางปรือเปิดหาวหวอดเหนื่อยล้าขยับตัวเปิดประตูรถก้าวลงไป ชายหนุ่มและผู้ช่วยจึงก้าวลงตาม
“วันนี้ขอบคุณอีกครั้งนะครับพี่ฮิบาริ” ใบหน้าใสระบายรอยยิ้มจริงใจ เหลือบเห็นรอยเลือดของคนอื่นเปรอะอยู่ที่เสื้อของอีกฝ่ายจึงหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดมันออกไป...
“ไม่จำเป็น เดี๋ยวก็ซัก” กระนั้นแล้วคนฟังก็ยังคงหัวเราะและเช็ดให้ต่อไป ไม่สนใจว่าผ้าเช็ดหน้าของตัวเองจะเลอะเทอะ....
ก็เพราะเขานี่....
เมื่อคำทัดทานที่พูดบ่อยๆไม่เป็นผลจำต้องเงียบให้คนหวังดีเช็ดต่อไป... ภาพของคนสองคนชวนให้ผู้ช่วยอย่างคุซาคาเบะมองและแอบยิ้ม.. ต้องรีบตวัดไปทางอื่นไม่อย่างนั้นเจ้านายจะมาลงกับเขาได้.... สายสัมพันธ์ของสองคนนั้นยืนยาว....
“สึนะ~!” เสียงทุ้มเปล่งมาจากทางด้านในสวน ร่างโปร่งบางตวัดมองไปตามเสียงนั่น ริมฝีปากบางพลันคลี่ยิ้มออกมา
“ยามาโมโตะ~ น่าจะโทรมาบอกก่อนนะว่าจะมา” ร่างเล็กเร่งวิ่งตรงไปหาร่างสูงคล้ายนักกีฬาที่ยืนรออยู่ในสวนบริเวณบ้านตน...
วงแขนแกร่งตวัดโอบรอบไหล่ของร่างเล็กกว่าพลางหัวเราะ “ไปหาที่บริษัทแล้วไม่เจอ ก็เลยมารอที่บ้าน ฮ่ะๆ” ภาพคนสองคนที่กำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน...
เนตรคมทอดมองคนทั้งสองอย่างเงียบงัน ชวนให้ผู้ช่วยเรือนผมรีเจนท์แปลกใจ “ไม่ตามเข้าไปเหรอครับ”
“เดี๋ยวฉันจะไปที่บริษัท” ไปจัดการเคลียร์งานที่คั่งค้างเอาไว้เพราะเจ้าของบริษัทโดนลักพาตัวไป... หน้าที่ของฉัน.....
ร่างโปร่งบางเรือนผมสีน้ำตาลไหม้ยืนสนทนากับยามาโมโตะด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส... ในขณะที่ร่างสูงเรือนผมดำขลับผู้มีใบหน้าเย็นชาก้าวขึ้นรถไปพร้อมกับผู้ช่วยเพื่อกลับไปยังบริษัท.... แลมองคล้ายเส้นทางคนละเส้น.... อย่างบุปผชาติที่มีสองสี.... แม้อยู่บนต้นเดียวกัน... ก็มีสีแตกต่างกัน....
ไม่ใช่ฉัน.....
ว่ากันว่าเวลา.... เป็นตัวช่วยสานความสัมพันธ์ให้ยืนยาวและเข้าใจกัน.... และเพราะแบบนั้น....... ดอกไฮเดรนเยียเป็นอย่างไรก็เป็นแบบนั้น....
ฉันกับนาย.....
พี่ชายและน้องชาย.....
เจ้าดอกไฮเดรนเยีย.....
หยุดลงที่ตรงนั้น....
“หัวใจที่ด้านชา”
TBC……………….
-------------------------------------------------------------------------------------
Free Talk : วิ่งหลบไห หม้อ กะละมัง กริ๊ดดดดดดดด ช่วงท้ายตอนกับตอนต้นตอนต่างกันอย่างกับอะไรดี... ซือคุงที่น่ารักในวัยเด็ก น้องชายที่น่ารักโตขึ้นมาแล้ว.... ความร้าวรานของฮิบะกำลังเริ่มต้นขึ้น ยามะเป็นแฟนปลาค่ะ.... (หลบหม้ออีกรอบ กริ๊ดดดด) ส่วนฮิบะก็เป็นแค่พี่ชายซือ....
แนวเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่อยากเขียนนะ เพราะว่าฮิบะมีนิสัยที่ปากหนักอยู่แล้ว ไม่แปลกที่คนที่รักจะไม่รักเรานะ? ก็ไม่รู้เรื่องนี่ เหอๆ.....
กับบางครั้งเขียนดราม่าแล้วมันเหมือนเข้าใจยาก OTL เราเ้ข้าโหมดเพ้อไปตามเรื่อง บางทีมันอาจจะเข้าใจยากจริงๆ บางครั้งใช้ภาษาสัญลักษณ์ในเรื่องบ่อยๆอย่างดราม่า 4 ฤดูนั่นล่ะ ภาษาดอกไม้ของไฮเดรนเยียคือจิตใจที่ด้านชาค่ะ ไม่เหมาะจะซื้อให้ใครนะ = =" เหมือนหลอกด่า....
ซาจังบอกว่านึกถึงดงกล้วยไม้ =w=.... บ้านนี้มีแต่ไฮเดรนเยียจ้ะ (หนีเท้า)
พรุ่งนี้ประกาศผลโทแล้ว กิ๊ซซซซซซซ
















*สภาพตอนนี้กำลังทำหน้าเหมือนอี้ผิงตอนเจอคุณฮิคะ*
คุณคุซะยังมองออก

แค่ตอนแรกแต่พลิกลำเรือตั้งสองครั้ง -[]-''
กลิ่นอายรันทดช่างคละคลุ้ง(?)
อ้ากกก สงสารฮิ TT
ว่าแต่ หนูซือเหมือนจะเหมาะกับบทคุณหนูผู้ดีมีกะตังไปซะแล้ว~
#1 By Firodendon on 2009-11-09 19:51