[TitanFic] 10 Centimeter of Love (Levi x Eren) ตอนที่ 7

posted on 26 Jun 2013 13:27 by ayafee in Fiction directory Fiction
 
ประกาศบล็อกสำรองอีกครั้งค่ะ  ถ้า Exteen เดี้ยง  เข้าลิงก์นี้ได้   อัพฟิคในนี้เหมือนกัน และต่อไปคงต้องย้ายถาวรเพราะมันเน่ามาก เข้าไม่ได้เลย....  ต่อไปคงไม่ใช่แค่บล็อกสำรอง แต่จะกลายเป็นบล็อกหลัก...
 
 
ส่วนอันนี้ Fanpage ค่ะ  ไว้อัพอับเดทงานค่ะ  เผื่อว่าบางคนไม่ได้สังเกตที่แปะไว้ข้างๆ ฮา  เอ็กทีนมันล่มบ่อย กับwordpress ยังไม่ค่อยลงตัว  ถ้ามีอับเดทแล้วหลายๆคนไม่ทราบ  ก็เข้าดูที่แฟนเพจอันนี้ได้ค่ะ  ไม่ก็ทวิตเตอร์  (แต่ทวิตเตอร์เวิ่นเว้อขั้นร้ายแรงเลยตามยาก....)
 
 
ตอนก่อน
 
1  l  2  l  3  l  4  l  5  l  6  l   
 
 
Title : 10 Centimeter of Love "ปิ๊งรักระยะสิบเซน" 
Fandom : Shingeki no Kyojin
Genre : BL , AU , Comedy
Rating : PG
Pairing :  Levi x Eren
 
----------------------------------------------------------------------------------------------------
 
 ปาดหน้าเค้ก เป็นคำแสลงของการโดนตัดหน้า

การตัดหน้าเป็นคำกิริยา อันหมายถึง การโดนคนอื่นชิงลงมือทำอะไรก่อน หรือการโดนแย่งสิ่งที่ตัวเองต้องการไป  มักพบเห็นได้บ่อยในวันที่มีของ Sale ในห้างสรรพสินค้า  การแย่งชิงกันจองตั๋วคอนเสิร์ตหรือสินค้า Limited และที่พบได้บ่อยที่สุดคือการแย่งกันจีบสาวหรือจีบหนุ่ม  การตัดหน้าไม่ใช่ความสามารถธรรมดาๆที่ใครจะทำได้  เพราะมันต้องใช้ทั้งจังหวะ ความเร็ว และโอกาสที่เหมาะสม

ในทฤษฎีความรักนั้น การตัดหน้าจะไม่เกิดผลอะไร
หากว่าฝ่ายเป้าหมายและฝ่ายคนตัดหน้าไม่เห็นดีเห็นงามด้วย

ตอนที่ 7 : อาการหัวใจสั่นมันเป็นเรื่องของฟีลลิ่ง

ณ โรงภาพยนต์สยามพาราก้อน  ช่วงเวลา 16.30 น. บริเวณโรงภาพยนต์เต็มไปด้วยผู้คนที่พลุ่กพล่าน   นักเรียนนักศึกษา คนทำงานที่รีบออกมาเร็ว บ้างยืนดูรอบฉาย บ้างก็เดินไปซื้อขนมขบเคี้ยว  บ้างก็เดินไปเข้าแถวรอซื้อบัตรชมภาพยนต์  เป็นภาพที่วุ่นวายไม่เหมาะกับความโรแมนติก  ถึงกระนั้นโรงหนังก็ติดอันดับสถานที่ยอดฮิตที่คู่รักชอบไปเดทกันอยู่ดี

เด็กหนุ่มในชุดลำลองเดินเคียงคู่พนักงานบริษัทสวมชุดสูท  ช่างดูแตกต่างกันทั้งเรื่องวัยและสถานะ  เดินด้วยกันก็ไม่มีคนสงสัยว่าเป็นคู่รักกันหรือไม่  เพราะภาพภายนอกมองอย่างไรก็เหมือนคุณพ่อ(?)พาลูกหลานมาดูหนัง  ทั้งสองรีบเดินตรงไปยังจอประกาศรอบฉายของโรงหนัง  

“คุณน้ามีรอบนึงที่เราซื้อตั๋วแล้วรอไม่นานด้วยนะครับ”   อลินชี้ไปยังแถบแสดงโรงหนังหมายเลข 8  เรื่อง Titan War C รอบ 17.00 น.

“ดูรอบนี้ก็ได้  จะได้ไม่ต้องรอนาน”   รีวัลย์ตามใจคนที่มาด้วย  แต่แท้จริงแล้วเขาตรวจสอบมาแล้วอย่างดีตะหากว่ามันมีรอบนี้อยู่  และมันไม่จะไม่เลิกมืดเกินไปด้วย   

และอีกอย่าง ภาพยนต์เรื่อง Titan War C นั้นกำหนดอายุของคนดูไว้ที่ 15+  อยู่ในระดับที่เด็กหนุ่มจะเข้าชมได้  ไม่มีปัญหา...  “งั้นไปแลกตั๋วกันเถอะครับ เผื่อคนจะเยอะ”   นักเรียนนักกีฬาตัวสูงรีบเดินนำไปก่อนอย่างกระตือรือร้น  เป็นอาการปานเด็กได้ของเล่นอย่างแท้จริง

หัวหน้ากองบัญชีเดินตามหลัง  ทอดมองดูแผ่นหลังของเจ้าเด็กหนุ่มพลางครุ่นคิด  ตลอดช่วงเช้าที่เข้ากลับบริษัท  เขาเอาแต่นั่งเขียนโครงการพัฒนาทัพยากรมนุษย์   ระหว่างนั้นก็มีการศึกษาเรื่องจิตวิทยาเด็กและอื่นๆไว้บ้าง การเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเด็กมีความเสี่ยงมาก เมื่อสังคมจับตามองและเล็งเห็นปัญหาเรื่องนี้กันอยู่ ช่างน่าแปลกใจตัวเองว่าทำไมทุ่มเทเสียขนาดนี้  

....อาจจะเป็นเพราะโดนเรียกว่า “คุณน้า” ก็เป็นได้....

แน่นอนว่าตนนั้นไม่มีลูกหลาน  ไม่เคยคลุกคลีกับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีมาก่อน  นักศึกษายังเคยพูดคุยบ้างเมื่อมีนักศึกษาฝึกงานเข้ามาในบริษัท  นักศึกษาเหล่านั้นยามพูดคุยจะเรียกตนว่าหัวหน้า  ไม่มีคนปากเสียตรงเข้ามาเรียกคุณน้า คุณอา คุณลุงเป็นแน่..  แต่เจ้าเด็กนี่ปากเสียและแอบเกรียน(?)กระแทกสมองเข้าอย่างจัง  อนาคตของชาติเป็นอย่างนี้กันหมดแล้วหรือ  น่าเป็นห่วงอนาคตจริงๆ...  

สองหนุ่มต่อแถวรอคิวที่เป็นระเบียบ    “คุณน้า  มาดูหนังบ่อยรึเปล่าครับ?”   เสียงที่แตกหนุ่มได้ไม่นานเปล่งเรียก  ดึงพนักงานบริษัทซึ่งเตี้ย(?)กว่าให้หลุดออกจากความคิดของตัวเอง 

“งานเยอะ ไม่ค่อยมีเวลามาเที่ยวเล่นแบบนี้หรอก”   คนฟังผงกศีรษะตอบ  ตั้งใจฟังและรู้สึกได้ถึงความแตกต่างระหว่างวัย  

“งั้นก็คงเหมือนพ่อผมล่ะนะครับ   พ่อก็งานยุ่ง  คนทำงานนี่ยุ่งจังนะครับ” ทำไมต้องเอาไปเทียบกับพ่อ....  คิ้วคมแทบกระตุกด้วยความเคือง  จะพูดถึงทำไมกัน...  

ร่างโปร่งสะกดกลั้นความหงุดหงิดที่ก่อตัวเล็กๆ   รีบเปลี่ยนบทสนทนาต่อไป   “มิน่า  นายถึงได้ออกมาเที่ยวเล่นแบบนี้  ไม่กลัวที่บ้านว่าเอางั้นเหรอ”

“อ๋อ.... ผมบอกว่าออกมากับเพื่อนน่ะครับ  ถ้าบอกตรงๆว่าออกมาเอาของจากใครก็ไม่รู้  แม่ผมกับเอ่อ....พี่สาวล่ะมั้ง.... สวดเละล่ะครับ”   ข้อมูลเพิ่มเติมที่ได้จากการสนทนาอีกอย่างหนึ่ง  บ้านของอลินประกอบไปด้วยพ่อแม่และพี่สาว  พี่สาวที่มีคำว่าล่ะมั้ง  ทำไมต้องมีล่ะมั้ง?  

จนกระทั่งถึงคิวของคู่ต่างวัย   พนักงานหญิงเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าลูกค้าสลับไปมาครู่หนึ่ง  ใยต้องทำสีหน้าอึ้งๆ  อลินเกิดคำถามในใจที่ไม่กล้าถาม   “Titan War C รอบห้าโมงครับ  ใช้ตั๋วโปรโมชั่นอันนี้”   รีบยื่นบัตรให้พนักงาน

“รอบห้าโมงเป็นโรง3D นะคะ  ใช้แลกได้แต่ต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายอีก 150 บาท”  เมื่อมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม  ดวงตาสีเขียวหันมองไปทางหัวหน้ากองบัญชีในทันที  

“ถ้านายอยากดูตามนั้นก็ได้”   ทว่าทันทีที่เด็กหนุ่มผมน้ำตาลเข้มหยิบกระเป๋าสตางค์ขึ้นมา    ร่างโปร่งก็ชิงยัดธนบัตรหนึ่งพันบาทใส่มือพนักงานในทันทีไม่รอให้เปิดกระเป๋าได้ทัน  

“คุณน้า!  ผมจ่ายเองก็ได้ครับ!”   สรรพนามคุณน้ากระแทกโสตประสาทพนักงานหญิงขายตั๋วเข้าอย่างจัง  ทั้งเธอและเพื่อนร่วมเคาน์เตอร์พากันมองคุณลูกค้าทั้งสอง 

“ไม่ต้อง  ผู้ใหญ่จะปล่อยให้เด็กไม่มีรายได้จ่ายเองเรอะ”   บทสนทนาชวนให้คิดมากว่าไม่ใช่ญาติพี่น้อง   สรุปสองคนนี้เป็นอะไรกัน...

เอกสารแนบเรื่องค่าใช้จ่ายโครงการ

เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีนั้นยังไม่มีรายได้เป็นของตัวเอง  กรณีที่เด็กทำงานพิเศษจึงมีรายได้จะนับรวมใช้ในข้อบังคับนี้ด้วย เนื่องจากไม่ใช่งานประจำอย่างพนักงานบริษัท  รายจ่ายใดๆที่เกิดขึ้นภายในโครงการนั้น  ผู้จัดต้องเป็นคนรับผิดชอบทั้งสิ้นทุกบาททุกสตางค์  ไม่ให้เป็นภาระของเด็ก และไม่มีสิทธิ์เก็บรายจ่ายนั้นจากเด็กเป็นอันขาด  ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นนี้ให้อยู่ในงบประมาณที่ตั้งเอาไว้   โดยต้องมีใบเสร็จรับเงินเก็บไว้เพื่อทำบัญชีรายจ่ายด้วย  

“ห้ามเถียง  เข้าใจมั้ย?”   เสียงทุ้มเน้นย้ำเด็กอ่อนวัยกว่า   ดวงตาสีเขียวจ้องข้างใบหน้าคมที่กำลังรับเงินทอนและตั๋วหนังจากพนักงานนิ่ง

การกระทำของรีวัลย์ชวนให้คนมาด้วยต้องอึ้ง  นอกจากจะได้ตั๋วหนังฟรีจากชายหนุ่มแล้ว  วันนี้มื้อเช้าก็เลี้ยงเขา  ค่าตั๋วที่ต้องจ่ายเพิ่มก็ออกให้เขาอีก  เท่ากับว่าเขาติดหนี้ผู้ใหญ่แปลกหน้าคนนี้ 180 บาทเข้าไปแล้ว  มากกว่าส่วนสูงของพนักงานหนุ่มเสียอีก  และมากกว่าส่วนสูงของเขาด้วย...

“....เอ่อ...ขอบคุณครับคุณน้า”   ทำอะไรไม่ได้นอกจากบอกคำว่าขอบคุณออกไป   ยิ่งไม่เข้าใจมากขึ้นทุกทีว่าจะอะไรกับคนแปลกหน้าอย่างเขากัน...

เป็นมิจฉาชีพรึเปล่านั้น ก็ไม่ใช่  ถ้าไม่มีอาชีพการงานที่ชัดเจนขนาดนี้ก็คงไม่เชื่อหรอก   ร่างโปร่งดึงเป้เด็กหนุ่มที่มัวแต่ยืนงงให้เดินตาม  เหล่าพนักงานจำหน่ายบัตรพากันมองตาม  ทุกคนที่ต่อแถวพาลมองตามกันไปด้วย  จ้องกันประหนึ่งเจอคู่รักดาราอย่างนั้น   

“นายจะกินอะไรรึเปล่า?”   ดวงตาคมเหลือบมองคนข้างๆ   มือยังคงจับดึงกระเป๋าเป้นั้นราวกับกลัวเจ้าหนูน้อยวิ่งหนีไป

“ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณมาก....  เดี๋ยวสิครับ ผมบอกว่าไม่เป็นไร!!”  อลินอ้าปากค้างเมื่อชายหนุ่มผมดำเดินดิ่งไปซื้อให้แบบไม่รอคำตอบ  มัดมือชกกันอีกแล้วอย่างมื้อเช้านี้  

ทุกการกระทำนั้นอยู่ในสายตาของคนโดนปาดหน้าเค้ก...
เค้กมันคงอร่อยมากเลยใช่มั้ย...(?)

ณ เสาต้นที่ 15  เด็กหนุ่มร่างสูงนักกีฬาบาสเก็ตบอลยืนเกาะเสาจ้องมองเพื่อนร่วมชั้นเขม็ง   ระยะห่างระหว่างเขาและสองคนนั้นไม่ใช่ 10 เซนติเมตร แต่เป็น 10 เมตร  ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนถูกบดบังด้วยแว่นตาดำที่น่าสงสัยว่าผู้กำกับเอามาให้ใส่ตอนไหน   และการใส่แว่นตาดำมันจะช่วยอำพรางตัวได้อย่างไรในเมื่อใส่ชุดเดิม  

ว่ากันว่าการสวมใส่แว่นดำในหนังหรือละคร  ใช้ทฤษฎีเดียวกับการใช้ทรงผมเดียวกันแต่เปลี่ยนเสื้อในเรื่องแนวสาวน้อยเวทมนต์  ต่อให้คนรู้จักมาเจอก็ไม่มีทางจำได้...  ถึงกระนั้นก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้หรอก  มองข้ามบรรทัดยาวๆเปลืองหน้ากระดาษนี้ไปเสีย  

กลับมายังแฮมสเตอร์(?)ผู้โดนขโมยซีน     “อะไรกันน่ะสองคนนั้น....  มาดูหนังด้วยกันเรอะ...”   ตลอดเส้นทางที่เดินตามมาจากร้านคิโนะคุนิยะ   เขาไม่คาดคิดเลยว่าจะมาลงเอยที่นี่  มันน่าตกใจกว่าเจอเพื่อนเดินเข้าม่านรูด(?)เสียอีก   

จันแทบจะกัดเสาที่พึ่งให้เป็นรู   เขารู้สึกหงุดหงิดมากเสียจนไม่รู้จะเอาไประบายลงที่ไหนดี   ในที่สุดท่าทีลับๆล่อนั่นก็เข้าตาของคุณพี่ยามรักษาความปลอดภัยเข้า   “น้อง  น้องมีอะไรรึเปล่า?”   ทำตัวลับๆล่อๆประหนึ่งแอบมาขโมยป็อปคอร์นที่โรงหนัง  

“เปล่าครับ! ไม่มี”   นักเรียนมัธยมต้นร่างสูงซึ่งไม่อาจดูออกว่าอายุแค่ 15 ปีรีบปฏิเสธ   ผู้ร้ายทุกคนมักจะปฏิเสธ  ท่าทีร้อนรนชวนให้พี่ยามรีบถามต่อ

“แต่น้องทำตัวน่าสงสัย  ขอตรวจกระเป๋าหน่อย”    มือหยาบจับเข้าที่กระเป๋าเป้ของเด็กหนุ่ม   เพียงเท่านั้นเด็กหนุ่มจำต้องรีบคิดเหตุผลเอาตัวรอด  

เขาจะมาเสียเวลาที่นี่ไม่ได้  เดี๋ยวอลินจะหาย!!   “แฟนผมแอบมาเที่ยวกับกิ๊ก  ผมต้องตามไปดูแฟนผมแล้ว”  เหตุผลน่าเชื่อถือ และควรจะได้รับการปล่อยตัวไป แต่ทว่า....คำพูดนั้นกระตุกต่อมดราม่าของคนฟังเข้าอย่างจัง  พนักงานรักษาความปลอดภัยสีหน้าสลดลงในทันที

จันคิดได้ทั