[TitanFic] Memory of Snowflakes Chapter 28

posted on 11 Sep 2013 18:21 by ayafee in Fiction directory Fiction
 
 
 
ตอนก่อนๆ
 
Prologue l 1 l 2 l 3 l 4 l 5 l 6 l 7 l 8 l 9 l 10 l 11 l 12 l 13 l 14 l 15 l 16 l 17 l 18 l 19 l 20 l 21 l 22 l 23 l
24 l 25 l 26 l 27 l      
 
 
Title : Memory of Snowflakes 
Pairing : Levi  x  Eren (+Jean , Mikasa)
Gerne : BL , Drama , Romance , NL
Rating : PG
 
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
เหมันต์นั้นขับพาให้หัวใจหนาวเหน็บและหลงทาง
หลงไปยังทุ่งหิมะขาวโพลนกว้างใหญ่ไร้จุดหมาย

ก้าวเดินไปไกลมากเท่าใดยิ่งมองไม่เห็นหนทาง
สัมผัสได้เพียงแต่ความหนาวเย็นที่กัดผิวหนัง

หากยอมแพ้ก็ต้องทนทุกข์อยู่ในห้วงแห่งความเจ็บปวด
หากเดินไปจนถึงปลายทาง... หัวใจก็คงคลี่คลายไป

Chapter 28 : We were in love

ทางเลือกของแต่ละคนเป็นสิ่งที่คนๆนั้นต้องตัดสินใจ ไม่ว่าใครก็ไม่อาจล่วงรู้ผลลัพธ์ของเส้นทางที่ตัวเองเลือก ตราบเท่าที่ยังมองไม่เห็นปลายทางของสิ่งที่ตนเองเป็นคนเลือกเอง...  จำต้องเลือกโดยที่ไม่เสียใจภายหลัง แม้การตัดสินใจจะเป็นเรื่องที่ยากเย็นนัก  

สายลมเย็นพัดผ่านบ้านอันแสนอบอุ่น  กิ่งไม้ที่แห้งเหี่ยวไหวตามแรงลมน้อยๆชวนให้หงอยเหงา  แม้นเป็นเวลาบ่าย ท้องฟ้าก็ยังหม่นหมองด้วยเมฆสีทึมที่ปิดบังแสงส่องจากดวงอาทิตย์  ซ้ำยังมีปุยนุ่นโปรยตัวลงมาจากเบื้องบนทุกขณะ  เหล่าเด็กน้อยต่างยินดีที่ได้เล่นหิมะหนา  ภาพสีขาวดำนั้นคล้ายกับมีสีสันขึ้นมา

รถแท็กซี่รับจ้างจอดส่งผู้โดยสารทั้งสอง   นักศึกษาสาวผมยาวสีน้ำตาลเข้มถือของเต็มสองมือลงมาพร้อมกับน้องชายชั้นประถม   ทั้งสองคนใช้เวลาช่วงเข้าในการจับจ่ายซื้อของตกแต่งบ้านสำหรับเทศกาลคริสมาสต์  และหาซื้อหนังสือที่เด็กชายอยากได้  กว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจเวลาก็คล้อยไปถึงช่วงเที่ยงวัน

อาร์มินเดินร่าเริงกลับเข้าไปในบ้าน  เอเลนจ้องมองพลางอมยิ้มที่เห็นท่าทางดีใจของเด็กที่ได้หนังสือถูกใจและจะรีบไปอ่าน  เด็กประถมก็คือเด็กประถม  แต่ยามนั้นเธอได้นึกถึงคำพูดของเด็กชายร่างเล็กกว่า  แม้นเป็นคำพูดของเด็กอายุน้อยไร้ประสบการณ์  หากแต่มันช่วยให้เธอตัดสินใจได้....

“แปลกจริงนะ  ทำไมพี่ถึงเชื่อคำพูดของนายนัก”   เจ้าน้องชายตัวเล็กๆที่ยังไม่ประสีประสากับโลกที่กว้างใหญ่ใบนี้  อายุก็ยังน้อยมากแท้ๆ....

ราวกับว่าในอดีตที่ไกลแสนไกล.... 
ตัวเธอก็เชื่อมั่นในคำพูดของอาร์มิน...  คนที่เคยได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนสนิท....

ความทรงจำของเธอยังคงเลือนลาง  หากแต่สายใยก็ยังคงหลงเหลือให้รู้สึกถึงได้  มันคงเป็นเรื่องมหัศจรรย์ของสิ่งที่เรียกว่าชาติภพที่แล้ว  เหมือนกับที่มิคาสะเคยบอกเอาไว้  ว่าสิ่งเหล่านั้นจะพิสูจน์ได้ด้วยตัวของมันเอง   เอเลนคลี่ยิ้มให้กับตัวเองพลางเดินตามหลังน้องชาย 

“เคาะรองเท้าก่อนด้วยอาร์มิน  หิมะละลายแล้วมันจะเปียก”  เสียงใสเปล่งบอกพลางหัวเราะ  เกิดลื่นล้มขึ้นมาจะได้แผลเสียอีก

หากแต่ยามนั้นหญิงสาวเหลือบไปเห็นบางอย่าง..  ดึงสายตาให้จ้องมองไป ณ จุดๆหนึ่ง    “แจน?”   ดวงเนตรสีมรกตทอดมองไปยังเจ้าของรถยนต์สีขาวราวกับหิมะ   แฟนหนุ่มผมสีน้ำตาลอ่อนแกมเข้มซึ่งยืนพิงตัวรถอยู่ตรงนั้น

ชายหนุ่มร่างสูงคลี่ยิ้มตอบกลับ  เป็นรอยยิ้มที่เหมือนกับทุกครั้งที่ได้เจอกัน แต่ช่างแปลกที่เธอรู้สึกว่ามีบางเปลี่ยนไป “ไปกินข้าวด้วยกันมั้ยยัยลูกเจี๊ยบ?”   แววตาคล้ายกับมีบางอย่างที่เปลี่ยนแปลง ความเปลี่ยนแปลงที่มาจากข้างใน  

เอเลนเลิกคิ้วสงสัย  กระนั้นก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ตัวเองจะปฏิเสธคำชวนนั้น  เพราะทั้งคู่เป็นคนรักกัน  มันเป็นเรื่องธรรมดา   “ขอเอาของไปเก็บแล้วก็บอกแม่ก่อนนะ   นายจะเข้ามาทักทายแม่ฉันก่อนมั้ยแฮมสเตอร์?”   ทั้งคู่พูดคุยสนทนากันอย่างที่เคยเป็น  

หากแต่แจนกลับส่ายใบหน้าตอบ  “ไม่ล่ะ  ฉันรอตรงนี้ล่ะ”   คำตอบที่ได้รับชวนให้แปลกใจ  ในเมื่อโดยปกติแล้วแฟนหนุ่มจะต้องเข้าไปทักทายคนในบ้านของเธอก่อนเสมอๆ  

ลึกๆในแววตาสีน้ำตาอ่อนนั้น...คล้ายกับมีความอาวรณ์
....และความรู้สึกบางอย่างซ่อนอยู่....

ชายหนุ่มและหญิงสาวจ้องมองกันและกันอย่างเงียบงันชั่วขณะ  สายลมเย็นที่พัดผ่านระหว่างคนทั้งคู่ชวนให้หัวใจรู้สึกสั่นไหวอย่างประหลาด  การพบกันในวันนี้อาจจะเป็นการพูดคุยกันอย่างจริงจังมากกว่าเพียงแค่นั่งกินข้าวด้วยกันแบบทุกๆครั้ง...

“แจน  นายเป็นอะไรรึเปล่า?”   หญิงสาวถามกลับ และได้เพียงการส่ายหน้าไปมาเป็นคำตอบ   ยืนยันให้เชื่อว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งสิ้น

ดวงตาสีมรกตจดจ้องมองคล้ายกับต้องการค้นหาคำตอบที่ซ่อนอยู่ใต้ใบหน้านั้นด้วยตัวเอง  หากแต่มองไปก็เท่านั้น  ต่อให้เค้นคออีกฝ่ายก็คงไม่บอกออกมา    “งั้นรอก่อนนะ  เดี๋ยวฉันมา”  เอเลนรีบเดินเข้าไปภายในบ้านเพื่อนำของไปเก็บ  

แจนเฝ้ามองดูเธอจากตรงนั้น  ทอดมองไปจนกระทั่งเธอหายเข้าไปในประตู  จ้องมองคล้ายกับไม่ได้เห็นภาพแบบนั้นมานานแสนนานแล้ว...  ภาพของเอเลน เยเกอร์...   “....ตัวฉันเปลี่ยนไปบ้างแล้วสินะ....”  เปลี่ยนไปเพราะได้หวนนึกถึงความทรงจำเหล่านั้น...  

....เธอกับฉัน.... ไม่สิ.... นายกับฉัน...
...เมื่อสองพันปีที่แล้ว...

นักศึกษาหนุ่มเงยมองขึ้นไป  มองผ่านปุยนั่นที่ล่องลอยและร่วงหล่นอย่างเชื่องช้า   กระทบลงมาบนใบหน้าและละลายเป็นหยดน้ำในเวลาไม่นาน...  ความรู้สึกแบบนี้... เคยสัมผัสมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน  และแจ่มชัดในความทรงจำเมื่อหลับตาลง....

“มาแล้วๆ  ไปกันเถอะ จะไปไหนล่ะ?”   แฟนสาวผมยาวกึ่งเดินกึ่งวิ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้า  เธอแย้มยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติ  รอยยิ้มของเอเลน....

ขับให้มือแกร่งยื่นออกมาลูบศีรษะนั้นคล้ายกับหยอกล้อกับลูกเจี๊ยบตัวเล็กๆ   “พิซซ่า พาสต้า?  เอาแบบนั้นมั้ย  ไม่ได้กินด้วยกันนานแล้ว”  

“เอาสิ  ตามใจนายก็แล้วกัน  ฉันไม่อยากคิดเองแล้ว”   หญิงสาวร่างสูงโปร่งเดินไปยังประตูรถด้านข้างคนขับอย่างรู้งาน  ทุกอย่างมันคือกิจวัตรประจำวันของเราทั้งคู่...

เรียวปากคมคลี่ยิ้ม   มองภาพนั้นซ้ำๆ.. คล้ายกับต้องการซึมซับความรู้สึกนี้เอาไว้    “เธอเป็นลูกเจี๊ยบกินง่ายอยู่แล้วนี่”   แม้นพูดจาหยอกล้อกันแค่ไหน  ก็มีเพียงเสียงหัวเราะและความสัมพันธ์ดีๆเหมือนเรื่องตลกขบขัน

เรื่องของเราสองคน...  ก่อเกิดขึ้นด้วยโชคชะตา.....
สายใยที่พันผูกเป็นพันธนาการเอาไว้ยาวนาน...และแสนนาน.....

รถยนต์สีขาวเคลื่อนตัวไปตามท้องถนนที่มีรถไม่พลุกพล่าน  ทั้งสองเดินทางไปยังร้านอาหารอิตาเลี่ยนเล็กๆห่างจากย่านการค้าไปไม่ไกล ร้านเล็กๆซึ่งมีบรรยากาศอบอุ่นและมีผู้คนบางตา  ตัวอาคารก่อสร้างด้วยอิฐก้อนสีน้ำตาลแดงคล้ายกับเตาเผาพิซซ่า ร้านอาหารที่มีความสงบนั้นมักจะอยู่ห่างจากย่านการค้าและสถานที่ทำงาน  

เอเลนสั่งอาหารอย่างเดิมๆที่เคยกิน  บนโต๊ะมีทั้งพิซซ่า พาสต้า และสลัด  น้ำผลไม้และน้ำเปล่า  อาจจะดูเหมือนเยอะไปสำหรับสองคน  โดยเฉพาะชายหนึ่งหญิงหนึ่ง  กระนั้นหญิงสาวก็ไม่ใช่คนที่กินน้อยขนาดนั้น    แฟนหนุ่มเห็นแล้วก็ถอนหายใจเบาๆ  

“ซื้อของครบแล้วเหรอ?  ของที่จะเตรียมจัดบ้านน่ะ”   แจนเอ่ยถามถึงธุระในยามเช้าของนักศึกษาสาว  เธอผงกศีรษะตอบพลางหยิบพิซซ่ามาวางในจาน

“ฉันคิดว่าครบแล้ว  ถ้าพ่อกับแม่อยากได้อะไรเพิ่มก็คงไปซื้อเพิ่มทีหลัง”  มือเรียวตักส่วนของอีกคนวางลงในจานให้ด้วย  

ดวงตาคมจับจ้องกิริยาทุกอย่างของหญิงสาว  มองมากกว่าปกติจนคนถูกมองนั้นสงสัย  “มีอะไรติดหน้าฉันเหรอ  นายมองจนแทบจะจ้องหน้าฉันแล้วนะแฮมสเตอร์?”   เธอขมวดคิ้วใส่