[TitanFic] Memory of Snowflakes (Levi x Eren) Chapter 29

posted on 12 Sep 2013 23:29 by ayafee in Fiction directory Fiction
 
 
 
ตอนก่อนๆ
 
Prologue l 1 l 2 l 3 l 4 l 5 l 6 l 7 l 8 l 9 l 10 l 11 l 12 l 13 l 14 l 15 l 16 l 17 l 18 l 19 l 20 l 21 l 22 l 23 l
24 l 25 l 26 l 27 l 28 l      
 
 
Title : Memory of Snowflakes 
Pairing : Levi  x  Eren (+Jean , Mikasa)
Gerne : BL , Drama , Romance , NL
Rating : PG
 
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
 ทางเลือกไม่มีใครบอกได้ว่าทางไหนดีที่สุด
ทางที่มืดมนที่สุดอาจเป็นทางที่ดีที่สุดแทนที่จะเป็นเส้นทางอันสว่างไสว

หิมะที่ทับถมมายาวนานกว่าสองพันปี
ช่างคล้ายกับพันธนาการหนามแหลมทิ่มแทงสายสัมพันธ์ของพวกเรา 

ใครบางคนเคยบอกไว้ว่าอดีตมีไว้เพื่อแก้ไขอนาคต
และอดีตไม่ใช่สิ่งที่ควรจะยึดติดเสมอไป

Chapter 29 :  Fact and Destiny

สองพันปีที่แล้วเคยมีกลุ่มทหารที่ต่อสู้เพื่อมวลมนุษย์ชาติ พวกเขาก้าวออกไปนอกกำแพงใหญ่เพื่อนำพาความหวังกลับมาสู่ผู้คนซึ่งอยู่ภายในรอบรั้วแห่งความสิ้นหวัง แม้นจะต้องบาดเจ็บ แม้นจะต้องล้มตายจากไป  ต่อให้ไม่หลงเหลือชื่ออยู่ในประวัติศาสตร์... พวกเขาก็ต่อสู้อยู่แบบนั้น...

ตราบจนกระทั่งผู้คนได้ถูกปลดปล่อยจากกรงขังที่เรียกว่ากำแพง  ทุกอย่างก็หลงเหลือไว้เพียงบันทึกเลือนลางไม่อาจอ้างอิงได้ว่าเป็นความจริงหรือเพียงเรื่องแต่ง..  มีเพียงสิ่งเดียวที่แจ่มชัดคือความทรงจำที่ถูกเก็บกักเอาไว้ในเบื้องลึกของพวกเรา ว่าครั้งหนึ่งเคยก้าวผ่านอะไรมาก่อน....

และต้องตามหาใครบางคนที่แสนสำคัญยิ่งให้พบจนได้....

เสียงของนาฬิกาปลุกดิจิตัลดังขึ้นในห้องกว้างอันแสนสะอาดและเรียบง่าย   บนเตียงนอนสีขาวดำเผยร่างของชายหนุ่มในชุดนอนสีเดียวกับเส้นผมลุกขึ้นมากดปิดนาฬิกานั่น   ดวงตาสีรัตติกาลอันลึกล้ำไม่มีวี่แววของความง่วงงันแม้เวลาบนหน้าปัดนาฬิกาจะบ่งบอกว่าเป็นเวลาเพียง 06.00 น.   

ยามเช้านั้นอากาศหนาวเย็นกว่าช่วงสาย  แสงอาทิตย์ในฤดูหนาวช่างบางเบาเมื่อเทียบกับฤดูอื่นๆ  ช่วงกลางวันนั้นก็สั้นกว่ากลางคืน....ร่างสูงศัลยแพทย์ประจำโรงพยาบาลของคุณหมอเยเกอร์ก้าวลงจากเตียงเพื่อไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า   

หากแต่เมื่อเดินออกมานอกประตูของห้องนอน  สายตาเหลือบเห็นชายซึ่งเป็นคนขับรถพ่วงตำแหน่งพ่อบ้านนำของมาวางบนโต๊ะในห้องรับแขก  “อรุณสวัสดิ์ครับคุณรีไวล์”  

จุดสนใจนั้นอยู่ที่ถุงกระดาษของห้างสรรพสินค้า   “ใครฝากอะไรมา  มิคาสะกับคุณป้า?”    ชายในชุดดำผงกศีรษะตอบ  เจ้าของขวัญที่ไม่ใช่เรื่องสำคัญและน่าใส่ใจอะไร 

“แล้วฉันจะติดต่อขอบคุณสองคนนั้นไปเอง  ที่จริงมันไม่ได้จำเป็นอะไรเลย”   ของขวัญตามมารยาท เจ้าของขวัญแทนสายสัมพันธ์ของวงศาคณาญาติ  

“ส่วนนี่  ของที่บอกให้ซื้อเมื่อวานนี้ครับ  ผมไปหาไว้ให้แล้ว”  มือหยาบย่นวางถุงกระดาษใบเล็กกว่าลงบนโต๊ะรับแขก   ชายหนุ่มเพียงแค่มองอยู่ห่างๆไม่คิดจะตรวจสอบของแต่อย่างใด   

มองเห็นเพียงแค่ผืนผ้าซึ่งคล้ายกับริบบิ้นอันบ่งบอกว่าของภายในเป็นกล่องของขวัญขนาดกลางกล่องหนึ่ง  “ขอบใจมาก”   ศัลยแพทย์หนุ่มเดินตรงไปยังห้องน้ำเพื่อชำระร่างกาย  

หากแต่เสียงของผู้ติดตามกลับขับดึงให้หันกลับมามองเสียก่อน   “Merry Christmas แล้วก็ สุขสันต์วันเกิดนะครับคุณรีไวล์”   น้อมโค้งลำตัวให้อย่างนอบน้อม    ชายผู้มองเพียงแค่ถอนหายใจแผ่วเบากับคำอวยพรนั่น   

.....วันนี้เป็นวันที่ 25 ธันวาคม  วันคริสมาสต์ซึ่งไม่มีความหมายพิเศษ...
.....เป็นแบบนั้นทุกๆปี...ยกเว้นปีนี้....

เสียงนักศึกษาสนทนาหนึ่งคน สองคน สามคน มากขึ้นเป็นกลุ่มใหญ่ๆ เกิดเป็นเสียงกังวานในห้องบรรยายของมหาวิทยาลัย  เป็นภาพอันแสนธรรมดาที่มักจะเกิดขึ้นหลังจากอาจารย์ผู้สอนเก็บอุปกรณ์การสอนเดินผ่านประตูห้องออกไปภายนอก 

ในเมื่อวันนี้เป็นวันสำคัญ  หัวข้อสนทนาจึงมีมากขึ้นกว่าปกติ   ยกเว้นเพียงหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งมีกิจวัตรที่ต่างออกไปจากเดิม...  เธอเก็บสมุดและปากกาใส่ลงในกระเป๋าถืออย่างเงียบๆ  พลางหยิบเอาเสื้อโค้ทสีน้ำตาลขึ้นมาสวมใส่   นักศึกษาร่วมชั้นเรียนคนหนึ่งพลันเดินมาทักทาย  

“เอเลน ดูเธอไม่ตื่นเต้นอะไรกับคริสมาสต์เหมือนเดิมเลยนะ”   นักศึกษาหญิงร่วมคณะหัวเราะเบาๆคล้ายกับรู้อยู่แล้วว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาสำคัญคนที่มีคนรัก

คิ้วสีน้ำตาลเข้มเลิกขึ้นเมื่อฟังประโยคนั้น   “ก็ไม่แน่เสมอไปหรอก”   เพราะปีนี้มันมีบางอย่างที่แตกต่างออกไปจากปีก่อนๆ....

“จะไปไหนกับแจนล่ะวันนี้  ดินเนอร์คู่รัก ดีจังน๊า~”   น้ำเสียงนั้นคล้ายกับหยอกล้อ  เรียวปากหญิงสาวพลันคลี่ยิ้มจางๆพร้อมกับหยิบกระเป๋าส่วนตัวขึ้นสะพายบ่า  

“แจนกับฉันเลิกกันแล้วน่ะ  คงไม่ได้ไปไหนด้วยกันหรอก”   ร่างสูงโปร่งผมยาวเดินผ่านหน้าเพื่อนร่วมคณะไป  ปล่อยให้เพื่อนมีสีหน้าและอุทานออกมาอย่างตกตะลึง

การแยกทางกับคนรัก ไม่ใช่เรื่องที่จะทำใจได้ง่ายๆ.. ต่อให้เป็นการจากกันด้วยดี   ในวันเทศกาลสำคัญอย่างวันนี้นั้นก็ชวนให้นึกถึงความทรงจำเก่าๆที่ไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้อีกแล้ว...  เพราะมันคือทางเลือกที่คนทั้งสองได้เลือกอย่างดีแล้วว่าจะเดินไปทางไหนต่อไป...

พวกเรา...ยังคงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้เสมอไป....

เอเลนเดินผ่านทางเดินรอบอาคารคณะโบราณคดี   ดวงตาสีมรกตมองไปภายนอกหน้าต่างทางเดินเห็นหิมะที่โปรยปราย..  วันนี้ก็เป็นไวท์คริสมาสต์อีกตามเคย  ปุยนุ่นซึ่งตกลงมาอย่างต่อเนื่องเป็นภาพที่คุ้นเคย  และในวันนี้เธอก็นัดกับใครคนหนึ่งเอาไว้...

ยามเมื่อละสายตาจากมา  ดวงตากลับสบมองกับคนที่เดินสวนทางกันมาเข้า   “มิคาสะ?”   ชายหนุ่มผมดำพันผ้าพันคอสีน้ำตาลแดงและสวมเสื้อโค้ทสีขาวบริสุทธิ์   

“สวัสดีเอเลน”   เขาทักทายกลับมาด้วยความคุ้นเคย   ต่างคนต่างก็หยุดเดินตรงหน้าของหน้าต่างบานใหญ่  เป็นครั้งที่สองแล้วที่ได้เจอกันในมหาวิทยาลัย

ต่างคนต่างก็เงียบไปครู่หนึ่งไม่มีใครเป็นคนเริ่มบทสนทนา  จนกระทั่ง...   “ได้ยินมาว่าเลิกกับแจนแล้วสินะ เอเลนน่ะ”  ร่างบางสะดุ้งตกใจเล็กๆที่ได้ยินคำนั้น  

“มีคนพูดถึงเหรอ ฮ่ะๆ  ก็แบบนั้นล่ะ  คนอื่นก็คงสังเกตได้”  พฤติกรรมประจำวันที่เปลี่ยนไป  แม้จะเป็นเพื่อนกัน แต่คงทำเหมือนตอนที่เป็นแฟนกันอยู่ไม่ได้   

มิคาสะเมียงมองใบหน้าซึ่งมีประกายเศร้าหมอง   “แจนจำเรื่องในอดีตได้แล้วสินะ  ถ้าให้ผมเดา  เอเลนเองก็คงจำได้บ้างแล้ว”  เธอเพียงผงกศีรษะตอบเบาๆ   รื้อฟื้นถึงเรื่องนั้นอีกคงไม่มีประโยชน์   เพราะนี่คือการตัดสินใจที่ดีที่สุดแล้วของคนสองคน..

และเธอก็ยอมรับในสิ่งที่แจน กิลชูไตน์อยากจะเลือก อยากจะตัดสินใจด้วย   “ฉันกับแจนก็ผูกพันกันในแบบหนึ่ง... กับนายก็แบบหนึ่ง...แล้วกับรีไวล์ซังก็เป็นอีกแบบหนึ่ง... มันคงเป็นแบบนั้น...”  ถึงแม้นบางสิ่งบางอย่างจะยังคงเป็นความสัมพันธ์ที่เลือนลาง....

พวกเราเกิดมาเพื่อพานพบ สิ่งนี้เรียกว่าโชคชะตาไม่ใช่พรหมลิขิต  เป็นโชคชะตาที่นำพาให้มาแก้ไขและสานต่อสิ่งที่เคยผิดพลาดและขาดหายไป  เป็นสายสัมพันธ์ที่แลดูผูกพันสวยงาม.. แต่แท้จริงแล้วมันคือความหนาวเหน็บที่โอบล้อมพวกเราเอาไว้เสมอมา...

“วันนี้ฉันนัดกับรีไวล์ซังเอาไว้ .. รู้สึกว่าจะต้องเป็นวันนี้...”  วันคริสมาสต์อันเป็นวันสำคัญทางศาสนาคริสต์  มีความหมายบางอย่างซ่อนเร้นอยู่ที่ยังมิอาจนึกถึงได้ทั้งหมด  

.....วันนี้เมื่อสองพันปีที่แล้ว...คงเคยอยู่ร่วมกันมาก่อน...

อาจไม่ใช่เพียงสองคน อาจจะเป็นสาม หรือสี่คน....   ดวงตาคมจ้องมองใบหน้าเนียนซึ่งมีความมุ่งมั่น  ทอประกายแจ่มใสกว่าที่เคยพบเจอก่อนหน้านั้น  แลดูไร้ความลังเล  คล้ายกับได้ตัดสินใจอะไรบางอย่างในทางเลือกของตัวเองไปแล้ว

เหมือนดังเช่นตัวเขา ซึ่งเลือกที่จะเป็นผู้สังเกตการณ์   “ไม่ว่าเธอจะตัดสินใจยังไง  ผมก็อยากให้เธอมีความสุขนะเอเลน”  จึงเลือกที่จะจดจำทุกความทรงจำเอาไว้  

ดวงตาสีมรกตสบมองนัยน์ตาสีรัตติกาลลึกล้ำ  สีเหมือนกันสมกับเป็นญาติสนิทของคนๆหนึ่ง   “นายเดาได้เหรอว่าฉันตัดสินใจอะไรเอาไว้ในใจ”   มองจ้องไปอย่างจริงจัง...

เรียวปากคมคลี่ยิ้มจางๆ   “ฉันไม่เดาความคิดของเธอหรอก  เพราะเธอคือคนตัดสินใจ และต้องเป็นคนตัดสินใจด้วยตัวเอง”  ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาในรูปแบบใดก็ตามแต่....

จะเลือกที่จะสานต่ออดีตนานแสนนานมาแล้ว จะเลือกปัจจุบันที่มีทางแยกมากมายหลากหลาย  หรือจะเริ่มต้นบางสิ่งเพื่ออนาคตที่มองไม่เห็น  ทุกเส้นทางล้วนเชื่อมต่อไปยังผลลัพธ์ในตัวของมันเอง   กว่าจะรู้ว่าโชคชะตาจะเป็นแบบไหน  ต้องเลือกทางเดินของตัวเองเสียก่อน...

ฤดูใบไม้ผลิที่จะมาเยือนจะมีสีสันสวยงามเพียงใด...
คนเลือกก็คือนาย.... เอเลน เยเกอร์....

เอเลนหัวเราะเมื่อได้ฟังคำพูดของชายหนุ่มร่างสูงกว่า  “ถ้าไม่นับเรื่องในอดีต  ฉันก็อยากรู้จักนายในช่วงเวลานี้ให้มากกว่านี้นะ”  ในฐานะเพื่อนหรือสหาย... ที่ได้มาพบกันในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต 

ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต...  รอบกายซึ่งมีหิมะตกลงโปรยปราย  แม้นหนาวเย็นเพียงเพียงใดกลับไม่รู้สึกถึง  แต่ภาพคนที่อยู่เคียงข้างกายในเวลานั้น  เมื่อรำลึกและเพ่งมองให้ดี... คือเด็กสาวในเครื่องแบบซึ่งเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดของตัวเรา...

“.....ขอบใจนะ...ที่อยู่กับฉัน...จนถึงช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต...”   เธอผู้เป็นคนในครอบครัวคนสำคัญ  ที่เผลอลืมเลือนมันไป....

คิ้วคมสีดำขลับเลิกขึ้น  “เอเลน.......”  คำพูดนั้นบ่งบอกว่าคนตรงหน้าจดจำอะไรได้มากกว่าที่คาดเดาเอาไว้   แม้จำไม่ได้ทั้งหมดแต่เรื่องราวสำคัญบางทีก็อาจจะ.....

ริมฝีปากประดับสีชมพูอ่อนคลี่ยิ้ม   รอยยิ้มถึงชายผู้เป็นผู้สังเกตการณ์และแบกรับความเจ็บปวดทั้งหมดเอาไว้    “มาเป็นเพื่อนกันอีกครั้งเถอะ  แต่เป็นเพื่อนรักกันในช่วงเวลานี้”  คงไม่มีมิตรคนใดที่จะหวังดีและอยากเห็นความสุขของตัวเรา... เท่าคนตรงหน้านี้หรอก...

ภาพที่ห้างสรรพสินค้าในวันนั้นยังคงแจ่มชัดในความทรงจำ  เอเลน อาร์มิน และมิคาสะ  พวกเราทั้งสามคนในช่วงเวลาหนึ่งที่ดูอบอุ่นอย่างน่าประหลาด  คุ้นเคยและเป็นช่วงเวลาที่ดีอย่างคาดไม่ถึง   ชายหนุ่มจ้องมองหน้าของนักศึกษาสาว  คำพูดของเธอทำให้เขายิ้มออกมาแม้บางๆ...

“นายจะแสดงออกกับฉัน ด้วยตัวนายที่เป็นตัวนายได้รึเปล่าล่ะ?”   มิคาสะ แอคเกอร์แมนที่จะเป็นเพื่อนของเอเลน เยเกอร์....

....เพราะฉันนั้นมีความสุขแล้ว....นาย..ไม่สิเธอ....ไม่จำเป็นต้องเป็นห่วง....

มือเรียวยื่นออกไปหมายจะจับมือกระชับมิตรกับชายหนุ่ม   ดวงตาคมมองมือนั่นครู่หนึ่ง  ชวนให้นึกถึงภาพในความทรงจำที่ยาวนานไปกว่านั้น...  ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น   สองพันปีที่แล้วในฤดูหนาว  พวกเราก็ได้เจอกันในช่วงเวลาแบบนั้นสินะ

ผ้าพันคอสีแดงที่ทำให้ยึดติดกับนาย  ขับให้นายเป็นคนสำคัญยิ่งกว่าใครมาโดยตลอด  ไม่ว่าจะในสถานะไหนก็พร้อมที่จะอยู่ข้างๆให้ได้เห็นความสุข และชีวิตที่สดใสของนายต่อไป...  ตอนนี้คงต้องเรียกว่าอยากให้เธอมีความสุขและมีชีวิตที่ดีสินะ....

“ผมยินดี   ยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการนะเอเลน”   มือของชายหนุ่มยื่นไปจับกระชับมิตร  เพียงแค่นั้นใบหน้าใสก็คลี่รอยยิ้มออกมา...

อดีตที่เชื่อมต่อกับปัจจุบัน... และปัจจุบันที่ต้องก้าวเดินต่อไป....

พวกเราไม่สามารถมีชีวิตอยู่ด้วยการรู้จักตัวตนของกันและกัน  โดยที่ตัวตนนั้นคือตัวเองที่อยู่ในอดีตได้  วิถีชีวิตและเรื่องราวรอบตัวของเรานั้นเปลี่ยนไปแล้ว...  โลกใบนี้ไม่ได้อยู่ในกำแพง  ไม่มีเขตกั้น  ไม่มีโซ่ตรวนที่ยึดพวกเราไว้จากอิสระภาพ   โลกใบนี้มีแต่ความสงบสุข

...ไม่ใช่โลกที่เลวร้ายอีกต่อไป....

ยามมือทั้งสองคลายออกจากกัน  มิคาสะ แอคเกอร์แมนยังคงมองมือของตัวเองอยู่แบบนั้น   เป็นความรู้สึกที่แปลก และคล้ายกับได้ยกน้ำหนักที่แสนหนักหน่วงในใจออกไปได้เล็กน้อย   จากความรู้สึกที่อัดแน่นเต็มร้อย  คล้ายกับได้เริ่มต้นนับใหม่ที่ 1 อีกครั้ง   

“Merry Christmas นะ   น่าเสียดายที่ผมไม่ได้เตรียมของขวัญเอาไว้ให้เธอ”   หญิงสาวส่ายใบหน้าไปมารัวๆคล้ายกับไม่ต้องการของขวัญใดๆ  

“ไม่จำเป็นหรอก  Merry Christmas เหมือนกันนะมิคาสะ”  วูบหนึ่งรู้สึกราวกับว่าเคยพูดแบบนี้มาก่อน..  การอวยพรให้กันแบบนี้...  ไม่ใช่ครั้งแรก  ก็คงต้องเป็นแบบนั้นล่ะ...

“เมื่อก่อนนี้คงไม่มีการฉลองวันคริสมาสต์สินะ  เพราะว่าคงไม่มีเวลาว่างที่จะทำแบบนั้น”    เอเลนเอ่ยถามออกไปอย่างใคร่รู้  อย่างน้อยๆก็ทำให้เธอได้รู้เรื่องของประวัติศาสตร์กำแพงในอดีต 

ชายหนุ่มส่ายหน้าไปมา  “มีบ้าง แต่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ  โดยเฉพาะถ้าเป็นทหารก็ยิ่งเหมือนวันธรรมดาวันหนึ่ง”   วันที่บางคนควรจะได้กลับไปหาครอบครัว  แต่คนเหล่านั้นก็ไม่อาจจะกลับไปหาคนสำคัญได้

แต่ในปัจจุบันเวลานี้และตอนนี้  วันนี้นอกจากเป็นวันคริสมาสต์แล้ว...  ก็เป็นวันสำคัญวันหนึ่งสำหรับใครบางคน  วันที่มีความหมาย   มิคาสะมองสบตาของหญิงสาว  เขามั่นใจว่าเธอคงจะไม่ได้ล่วงรู้เรื่องนี้หรอก  และคนๆนั้นก็ไม่ใช่คนที่จะพูดบอกเรื่องส่วนตัวอย่างนี้

“จริงๆแล้ววันนี้เป็นวันเกิดของรีไวล์ซัง”   ถ้อยคำนั้นขับให้นักศึกษาสาวเบิกตากว้างขึ้น  ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าจะเป็นวันเกิด

“จริงๆน่ะเหรอ?”  การพยักใบหน้าตอบย้ำนั้นยิ่งบ่งบอกว่าไม่ใช่เรื่องล้อกันเล่น   ใครจะคาดคิดว่าชายหนุ่มผู้มีภาพลักษณ์เย็นชาและนิ่งเฉย จะมีวันเกิดตรงกับวันสำคัญแบบนี้...

“ผมพาเธอไปซื้อของขวัญให้เขาได้นะ  วันนี้นัดกันไว้ อย่างน้อยๆก็เป็นวันคริสมาสต์  ทางนั้นก็คงจะเตรียมของไว้ให้เธอ”   ถึงแม้ในสถานะจะเป็นเพียงคนเพิ่งรู้จัก... แต่ในสายสัมพันธ์ก็คือคนในความทรงจำ...  เป็นคนรักที่อยู่ในอดีตกาลอันแสนไกลมาแล้ว....

....ไม่ว่าท้ายที่สุดแล้วเมื่อวันนี้จบลง....
...คนทั้งคู่จะตัดสินใจเดินไปบนเส้นทางแบบไหนก็ตามที...

หิมะตกต่อเนื่องในวันเทศกาล เกิดเป็นไวท์คริสมาสต์   ในตัวเมืองตกแต่งด้วยไฟและสีสันเขียว ขาว และสีแดง  ซานตาครอส กวางเรนเดียร์ ต้นสนที่ประดับตกแต่งอย่างสวยงาม   ตลอดช่วงวันย่านการค้าล้วนเต็มไปด้วยผู้คน   และโบสถ์ก็เป็นสถานที่หนึ่งซึ่งมีผู้คนแวะเวียนเข้ามาสวดมนต์มากมายไม่แพ้กัน...

ท้องฟ้าที่เป็นสีเทาหม่นหมองค่อยๆแซมด้วยสีส้มบอกเวลาใกล้เย็น   ชายหนุ่มในเสื้อคลุมกันหนาวสีดำเดินออกจากทางเดินของโบสถ์สีเดียวกับปุยหิมะที่มีผู้คนเดินผ่านไปมากมาย  วันนี้ศัลยแพทย์หนุ่มทำงานในช่วงเช้า  และจัดการตารางงานช่วงเย็นให้ว่างเพื่อนัดของใครบางคน

ร่างสูงเดินกลับมาที่รถยนต์ของตัวเอง  ยามเมื่อเจ้านายนั่งลงที่เบาะหลัง  คนขับรถพลันหันไปมองถาม   “จะไปที่นัดพบเลยรึเปล่าครับ?”   ชายหนุ่มพยักหน้าแทนคำตอบรับ...

รถยนต์สีดำเคลื่อนตัวไปบนถนนซึ่งเริ่มติดขัดเนื่องจากเป็นเทศกาลสำคัญ   ระหว่างรอการจราจรที่ติดขัด  มือแกร่งนั้นผสานมือไว้บนขาที่นั่งไขว้ห้าง...  จดจ้องมองพลางใช้ความคิดอยู่กับตัวเอง   ในวันนั้นที่โรงพยาบาล วันที่เอเลน เยเกอร์ก้าวเข้ามาเอ่ยชวนเรื่องในวันนี้...

มันไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาจะต้องปฏิเสธคำชวนของเธอ  ถึงแม้อีกฝ่ายจะเป็นคนที่มีคนรักอยู่แล้ว  ถึงกระนั้นสิ่งที่ตกค้างอยู่ในใจก็สั่งให้ไล่ตามสายใยระหว่างกันและกันต่อไป  มันเป็นเรื่องที่ผิด  เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง  แต่เรื่องราวบนโลกใบนี้ก็ไม่มีสิ่งใดที่เป็นสีขาวบริสุทธิ์....

เขาเลือกที่จะทำผิด...เพื่อไขว่คว้าสิ่งที่ตัวเองตามหา...
และเลือกที่จะเห็นแก่ตัว...มากกว่าที่จะต้องสูญเสียบางสิ่งที่ตามหานั้นไป...

“....การทำตามใจตัวเอง..บางครั้ง...”   การตัดสินใจเลือกทำตามสันชาตญานและความรู้สึกของตัวเอง  บางครั้งก็ไม่มีทางที่ถูกต้องที่สุด 

“มีอะไรเหรอครับ?”  คนขับรถได้ยินเสียงพูดจึงเอ่ยถาม   ศัลยแพทย์หนุ่มส่ายใบหน้าตอบและไม่พูดอะไรอีก  สิ่งที่เขาทำอยู่นั้นมันไม่ใช่เรื่องถูกต้องนัก

นี่คือการไล่ตามสิ่งที่ร้องเรียกหาจากในอดีตกาล   เอเลน เยเกอร์  เด็กหนุ่มซึ่งอยู่ในความฝันตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา  จนกระทั่งได้พบกับเอเลน เยเกอร์ นักศึกษาโบราณคดีสาวซึ่งมีดวงตาและคือเด็กคนนั้นที่กลับชาติมาเกิดใหม่...  คนซึ่งเคยเป็นคนสำคัญของกันและกันมาก่อน...

....เราสองคนคงลาจากกันในรูปแบบที่ไม่ดีนัก....

ความค้างคาใจจึงบังเกิดขึ้นมากมายขนาดนี้  หัวใจที่ราวกับถูกผนึกเอาไว้  ฉาบแช่แข็งไว้ด้วยหิมะนับร้อยนับพันปี มันค่อยละลายออกเมื่อได้พบกับเธอคนนั้น  คงจะเป็นความรักที่อยู่ในห้วงลึกสุดของจิตใจ จึงไม่อาจะหยุดการกระทำที่เห็นแก่ตัวและผิดนี้ได้ 

ดวงตาคมทอดมองออกไปนอกหน้าต่างรถ  เมืองที่ตกแต่งไปด้วยสีสันของวันเทศกาลอันแสนสดใส  ทุกอย่างดูสวยงาม และเมื่อค่ำคืนมาถึง เมืองที่เงียบเหงาในเหมันต์ ก็จะกลับกลายเป็นเมืองที่สว่างไสวและเต็มไปด้วยผู้คนมากมายทั้งครอบครัว เพื่อน และคนรัก....

“ถ้าเป็นนายจะหลงรักคนที่เพิ่งพบหน้ากันได้รึเปล่า?”   เสียงทุ้มเอ่ยถามคนขับรถซึ่งอยู่ฝั่งข้างหน้า  ชายในชุดดำมอบผ่านกระจกมองหลังอย่างสงสัยในคำถาม 

สำหรับเจ้านายคนนี้ เรื่องพวกนี้ถือว่าเป็นเรื่องแปลกที่ได้ยิน  เช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ที่ยุ่งเกี่ยวกับหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งเป็นลูกสาวของเจ้าของโรงพยาบาล   “ถ้ามันเป็นพรหมลิขิต ก็คงเกิดขึ้นได้ล่ะครับ”  

คำตอบนั้นช่างคล้ายกับที่บาทหลวงเคยบอกเอาไว้  เศษเสี้ยวหนึ่ง หรืออีกครึ่งหนึ่งของวิญญาณที่ตามหากันและกัน  บางอย่างที่ยากจะอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์  และสิ่งที่เรียกว่าชาติภพซึ่งได้ยินจากญาติสนิทอย่างมิคาสะ แอคเกอร์แมนเสมอมา  

สิ่งเหล่านั้นทำให้เขาคิดว่าตัวเองตกหลุมรักหญิงสาวคนนั้น...  หญิงผู้มีดวงตาสีมรกตและเส้นผมสีน้ำตาลเข้ม  เพียงแค่ได้เห็นและได้พิสูจน์  ก็รู้ได้ในทันทีว่าคือคนที่ตามหา... ยิ่งหลับตาลงยิ่งรู้สึกว่ามันชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ  เฉกเช่นเดียวกับการนอนหลับแล้วมองเห็นเรื่องราวในอดีตกาล 

การที่ต้องตายเพื่อคนสำคัญ เพื่อปกป้องสิ่งนั้นเอาไว้...
เพื่อให้เด็กคนนั้นมีชีวิตอยู่ต่อไป....

เสียงเพลงบรรเลงขับกล่อมในบรรยากาศ  คือเสียงเพลง Silent Night and Jingle Bells เคล้าผสานกับเสียงพูดคุยอันแสนสุขของผู้คนภายในเมืองใหญ่  หญิงสาวผมยาวสีน้ำตาลเข้มในเสื้อชุดโค้ทสีทึมแบบเดียวกับสีผมยืนสะพายกระเป๋าสะพายไหล่เบื้องหน้าของต้นสนใหญ่ยักษ์   สีเขียวของต้นสนที่ตกแต่งด้วยกล่องของขวัญ กระดิ่งสีทอง ตุ๊กตาตกแต่ง  มีผู้คนมากมายใช้เป็นจุดนัดพบและถ่ายรูปเล่นกันอย่างสนุกสนาน

ลมหายใจอุ่นๆเมื่อต้องอากาศเย็นพลันเกิดเป็นไอ   เอเลนมองนาฬิกาข้อมือของตัวเอง   ตามเวลานัดแล้วไม่ถือว่าสาย  แล้วเธอก็เข้าใจว่างานในโรงพยาบาลนั้นก็อาจจะเสร็จช้า  รวมไปถึงการจราจรในวันนี้ค่อนข้างแน่นขัดมากกว่าวันปกติธรรมดา  

ดวงตาสีมรกตทอดมองไปเห็นคู่รักที่เดินผ่านไปมา   ภาพเหล่านั้นชวนให้นึกถึงความทรงจำที่มีกับแฟนหนุ่ม   ในปีก่อนและปีก่อนหน้านั้น  นี่เป็นฤดูหนาวแรกที่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน...  นึกถึงแล้วจึงเผลอยิ้มออกมา   ชายหนุ่มคนนั้นก็คงรู้สึกโหว่งๆแปลกๆเหมือนเธอในตอนนี้นั่นล่ะ

..... แต่นี่คือการตัดสินใจเพื่อการเริ่มต้นใหม่ ....
......ของสายสัมพันธ์แบบสี่เหลี่ยมของพวกเรา......

“พี่ควรจะทำ...ในสิ่งที่พี่ตัดสินใจ... โดยไม่ต้องลังเลสินะอาร์มิน...”  เอเลนทอดมองพื้น  หวนนึกถึงคำพูดของน้องชายซ้ำไปซ้ำมา  ต้องเผชิญหน้า...  

ต่อให้วันนั้นแจนไม่เป็นคนพูด  เธอก็คงเป็นฝ่ายบอกให้ชายหนุ่มพูดออกมา  เพราะการก้าวผิดเพียงครั้งเดียวก็คือการทรยศหักหลังในความรักแล้ว   การที่ทุกอย่างจบลงด้วยดี และคลี่คลายเรื่องราวในอดีตไปได้เปราะหนึ่งแบบนั้น นับว่าโชคดีมากมายแล้ว

“เธอรอนานรึเปล่า?”   เสียงหนึ่งขับให้หญิงสาวผมยาวผินกายหันกลับไปมอง   ชายหนุ่มในเสื้อโค้ทสีดำและผ้าพันคอสีขาวนั้นกำลังเดินตรงมาหา 

“เหมือนคราวที่แล้วที่นัดเจอกันค่ะ  ก็ไม่นานมากเท่าไหร”   เอเลนคลี่ยิ้มบางๆให้กับคนตรงหน้า  ต่างคนต่างก็ถือถุงกระดาษติดมือมาด้วยใบหนึ่ง.. บ่งบอกได้ทันทีว่าเตรียมของขวัญมาให้อีกคน

เห็นแบบนั้นแล้วทั้งคู่ต่างไม่พูดถึงเรื่องนั้น ไม่คิดจะถามออกไป  เพียงแค่มาเจอกันแบบนี้ก็ให้ความรู้สึกที่แปลกอยู่แล้ว.... อย่างการที่หัวใจเต้นผิดจังหวะเบาๆทั้งที่สถานะควรจะน่าอึดอัดมากไปกว่านี้  มันช่างบ่งบอกว่าในห้วงลึกของใจ..  รับรู้ถึงคนตรงหน้าได้...

“วันคริสมาสต์แบบนี้  เธอไม่อยู่กับแฟนของเธอหรอกเหรอ?”   คำถามนั้นขับให้คิ้วสีน้ำตาลอ่อนเลิกขึ้น   เพิ่งจะนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้

“ฉันคงยังไม่ได้บอกรีไวล์ซัง....  แต่ฉันกับแจน พวกเราแยกทางกันแล้วล่ะค่ะ”   คำตอบนั้นชวนให้รู้สึกแปลกประหลาด    ชายหนุ่มนิ่งเงียบไปในครู่หนึ่ง

สีหน้าแสดงออกและเดาความคิดได้ง่ายว่าคิดอะไรอยู่ในใจ    “ไม่ใช่เพราะเรื่องของรีไวล์ซังหรอกค่ะ  แต่เป็นเพราะ...พวกเราจำอดีตของพวกเราได้แล้วล่ะมั้งคะ....”  ความทรงจำที่ตกค้างตกผลึกอยู่ในใจ....

การก้าวเดินที่ผิดพลาดเพราะความคึกคะนองของความเป็นเด็ก
ก่อให้เกิดบาดแผลฝังลึกอยู่ในใจแจนมานานแสนนาน...

เอเลนคลี่ยิ้มเบาบาง  ในสายสัมพันธ์แบบสี่เหลี่ยม  สองคนนั้นได้คลี่คลายไปในทิศทางที่สองคนนั้นอยากจะทำแล้ว  ก็เหลือเพียงแค่เรื่องราวของเธอและเขาตรงหน้านี้... เรื่องราวสุดท้าย  และคงเป็นเรื่องราวที่เป็นจุดกำหนดของทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น

“จริงๆเธอเสียใจสินะ?”  รีไวล์เอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมาพลางสบมองตา   เป็นคำถามที่ไม่จำเป็นต้องมีคำตอบ  แม้แต่คนถามก็รู้ดีอยู่แล้ว 

.....ถ้าจะผิด...ก็คือผิดด้วยกันทั้งสองคนในเวลานี้....

โชคชะตามักจะเล่นตลกและสร้างเรื่องที่โหดร้ายขึ้นเสมอ   พวกเราไม่ควรจะจดจำอะไรได้และไม่ควรจะมาพบกัน แต่เมื่อเรื่องราวกำหนดให้พานพบ  โชคชะตาก็คือความจริงที่ต้องเผชิญหน้ากับมันไป   นี่คือเส้นทางเดินสีเทาของเราทั้งสองคน....

“แจนบอกว่าแจนเกิดมาเพื่อโอกาสในการแก้ไข....  ตัวฉันเองก็คง.....” ดวงตาสีเขียวมรกตมอบสบลึกเข้าไปในแววตาสีรัตติกาล...

“ตัวคุณเองก็....  คงเกิดมาเพราะขอโอกาสที่จะได้เจอกันอีกครั้ง....”  ตราปีกแห่งเสรีภาพที่ทำให้หัวใจนั้นสั่นไหว  เครื่องแบบที่แสนอาลัยรัก...  

ภาพที่ปรากฏอยู่ในความฝันซ้ำแล้วซ้ำเล่า  สิ่งที่เฝ้าตามหาให้พบว่ามันคืออะไรกันแน่  ความรู้สึกที่ร่ำร้องเรียกหาอย่างแสนคิดถึง คะนึงหา อาลัย และอยากจะพบมากมาย  ความรักที่ตกค้างอยู่ในห้วงลึกของใจมาตลอดสองพันปี... ซึ่งได้ปรากฏขึ้นในฤดูหนาวครั้งที่สองพันนี้

คนที่จะคลายพันธนาการนั้นก็คือพวกเรา    ชายหนุ่มหยักยิ้มที่มุมปาก  ต่างฝ่ายต่างไม่รู้ว่าอีกคนจำได้มากแค่ไหน   แต่สิ่งที่เขาจำได้ “มันคงเป็นอย่างนั้น  เท่าที่ฉันจำได้  คือภาพของเธอในอดีตที่ฉันต้องปล่อยให้จากไป”   และไม่มีวันได้พบกันอีก...

...คริสมาสต์เมื่อสองพันปีที่แล้ว...

คำสัญญาที่ไม่อาจลุล่วงไปได้  กลายมาเป็นสิ่งที่ปรากฏในปัจจุบันแห่งนี้    “เอเลนจำได้รึเปล่าว่าทำไมพวกเราต้องมาพบกัน”  วันสุดท้ายของชีวิตที่ได้อยู่ด้วยกัน....

….ถ้านายเป็นผู้หญิง...ทุกอย่างก็คงจะ.......

มือเรียวยื่นออกมาจับที่แขนของชายหนุ่ม  ขยุ้มเสื้อโค้ทสีดำขลับนั้นเอาไว้   ภาพของชายหนุ่มที่ทำให้เธอต้องหลั่งน้ำตาออกมาโดยที่ไม่เข้าใจนับครั้งไม่ถ้วน...  “....ขอโทษนะคะ... ที่ฉันรักษาสัญญาในตอนนั้นไว้ไม่ได้...”  จะสู้เคียงข้างหัวหน้าหนุ่มตราบจนชีวิตดับสูญ.....

“ฉันควรจะเป็นคนพูดคำนั้น”   ขอโทษที่ฉันต้องตายจากนายไปก่อน....  ทั้งๆที่สัญญาและสาบานเอาไว้แล้วว่าจะไม่ตายก่อนนายเด็ดขาด.....

น้ำตาใสหยดลงอย่างเชื่องช้าจากดวงตาสีมรกต  ราวกับทุกอย่างได้ย้อนกลับไปยังฤดูหนาวในวันวานนั้น  วันนี้จะเป็นวันแห่งการรำลึก...  ถึงชายหนุ่มผู้ประดับตราปีกแห่งเสรีภาพ  “.....วันนี้ขอเรียกคุณว่าหัวหน้ารีไวล์นะคะ.....”  ขาก้าวเดินออกไปซบลงที่บ่าแกร่ง....  วันนี้จะเป็นวันแห่งการหวนย้อนกลับไป....

……กลับไปยังความทรงจำเมื่อสองพันปีก่อน.......

มือแกร่งเพียงแค่ยกขึ้นโอบไหล่อันบอบบางนั้น  ไหล่ที่แตกต่างไปจากเมื่อสองพันปีที่แล้ว    แม้นไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วการตัดสินใจของหญิงสาวคืออะไร... คำตอบทั้งหมดคงได้จากค่ำคืนของวันนี้...   ที่อดีตและปัจจุบันได้เชื่อมต่อกันใหม่อีกครั้ง

“ตามใจเธอเอเลน”   คำเรียกชื่อที่คุ้นเคยกว่าการเพรียกนามของตัวเอง......

......และเริ่มต้นนับ 1 ให้กับฤดูหนาวที่ถูกกักขังไว้ตลอด 2 พันปีอีกครั้ง....

ดวงตาสีมรกตปรือเปิดขึ้นคล้ายกับหวนครุ่นคิดถึงบางอย่างที่อยู่ในใจ... เพียงไม่นานเธอก็ปรือหลับตานั้นลง... เพื่อย้ำถึงสิ่งที่ได้ตัดสินใจไปแล้วอีกครั้งหนึ่ง...   หิมะโปรยปรายรอบต้นคริสมาสต์สีเขียวเข้มประดับตกแต่งด้วยสีทอง ขาว แดง น้ำเงิน และอีกหลากสีสัน...   แม้แลดูสุขสันต์กลับเคล้าความเศร้าสร้อยไว้อย่างน่าประหลาดใจ...

โชคชะตาที่พานพบคือความจริงที่ต้องเผชิญ
พรหมลิขิตคือคำพูดที่หอมหวานและแสนเศร้า

ความรักครั้งนี้ที่ต้องสานต่อจากสองพันปีก่อน
ปลายทางสุดท้ายนั้นคือสีอะไรของฤดูใบไม้ผลิ....

 
-----------------------------------------------------------------------------------------------------
 
Free Talk : ตอนหน้าจะหวานค่ะ  เป็นหวานสุดท้ายของเรื่องนี้(?)  เพราะว่าหลังจากตอนที่ 30 คือตอนจบจริงๆของเรื่องนี้แล้ว   แต่เรื่องยังดูหม่นๆอยู่เลยแบบกาแฟที่ลืมใส่น้ำตาลและคอมฟี่เมท...  ไม่ก็เผลอใส่เกลือลงไป
 
เอเลนเคลียร์เรื่องราวกับมิคาสะแล้ว  ต่อไปคนสุดท้ายท้ายสุดเลยคือเฮย์โจว  ที่ทำไมเหมือนตัวประกอบจัง(?)  นั่นสิ....   ฟิคเรื่องนี้กลายเป็นสีเทาตีแผ่ความรักขมๆมากขึ้นทุกทีๆแล้ว  
 
ตอนจบจะโดนไล่เชือดทิ้งรึเปล่านะ.............
 

Comment

Comment:

Tweet

แจน~~~~~~~~~T[]T
นายยังมีอาร์มิน กับ มิคาสะนะ (จับYไปเลย 55555)

#4 By fukaze on 2013-10-02 01:11

อ่านแล้วร้องไห้จนตาบวม
ไม่ว่าจะมองยังไงมันก็มีความเศร้าปนมาอยู่ดีอ้ะ
T_____________T
[size= 14px]
แจนไปกินอาร์มินเถอะลูก 555555 [/size]

#3 By un-fiore on 2013-09-19 00:52

อ่ะ....
มิคาสะะะ ;^;)
โอววว อยากจีบมิคาสะจริงๆ //โดนตรบ
รู้สึกถึงรสขมที่แผซ่านจริงๆค่ะ
ยิ่งช่วงท้ายๆนี่ยิ่ง -0-] .......
ซึ้งตอนที่เอเลนขอโทษเฮย์โจว ฮือ ;^;
รอลุ้นต่อพาร์ทหน้านะคะะะ
ขอบคุณท่านพี่มากๆๆค่ะะะ

#2 By SmileLuzMocca [KwonHibari] on 2013-09-15 01:04

ตอนหน้าก็จบแล้ว ;____;
สารภาพว่า อ่านผิดจากผ้าพันคอสีแดงที่ทำให้ฉันยึดติดกับนาย เป็นข้าวมันไก่ที่ทำให้ฉันยึดติดกับนาย #ผิดรุนแรง
รอต่อค่ะ ชอบเรื่องนี้จริงจัง

#1 By •✖saire✖• on 2013-09-13 08:35

[AyaFee]★[Byanism] View my profile

Created with flickr badge.