ตอนก่อน
 
1 l 2 l 3 l 4 l 5 l 6 l 7 l 8 l 9 l 10 l 11 l 12 l 13 l 14 l 15 l 16 l 17 l 18 l 19 l 20 l 21 l 22 l 23 l 24 l 25 l
26 l 27 l 28 l 29 l 30 l 31 l 32 l 33 l 34 l 35 l 36 l 37 l 38 l 39 l       
 
 
Title : 10 Centimeter of Love "ปิ๊งรักระยะสิบเซน" 
Fandom : Shingeki no Kyojin
Genre : BL , AU , Comedy
Rating : PG
Pairing :  Levi x Eren
 
----------------------------------------------------------------------------------------------------
 
 ความรักนั้นเกิดได้ทุกที่และทุกเวลา

ไม่มีใครล่วงรู้ล่วงหน้าได้หรอก ว่าวันไหนจะเดินออกจากบ้านจะเผลอสะดุดถนนล้มครืนลงไปตรงหน้าใครบางคน สบมองตากันปิ๊งๆแล้วเกิดหลงรักกัน  และคงไม่มีใครรู้หรอกว่าเส้นทางการเดินทางในชีวิตประจำวันซึ่งเจอผู้คนแปลกหน้ามากหลายในขนส่งสาธารณะ  จะมีอยู่วันหนึ่งที่เกิดได้ปฏิสัมพันธ์กับใครอีกคนขึ้นมา และก่อเกิดเป็นเรื่องราวยาวนานและแต่งแต้มสีสันลงในชีวิตขึ้นมาได้

เพียงแค่เงยหน้าหรือก้มหน้าลงมองในระยะสายตาที่เปลี่ยนไป
ก็สามารถสบตากับใครบางคนจนเกิดเป็นความรู้สึกดีๆขึ้นมาได้

ตอนอวสาน : ความรักเกิดที่ระยะสิบเซนติเมตร  

เดือนพฤษภาคมคือเดือนแห่งการเริ่มต้นภาคการศึกษาใหม่  ฤดูแห่งการเปิดเทอมและการเลื่อนชั้นเรียน  จากอนุบาลเป็นประถม จากมัธยมต้นเป็นมัธยมปลาย จากมัธยมปลายเป็นมหาวิทยาลัย และจากมหาวิทยาลัยเปลี่ยนเป็นวัยทำงาน สัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงอาจจะเป็นแถบเส้นบอกระดับชั้น บ้างก็เป็นเครื่องแบบที่เปลี่ยนไปเป็นชั้นเรียนที่สูงขึ้น

รถไฟฟ้าในวันเปิดเทอมวันแรกนั้นแน่นขนัดไปด้วยผู้คน  การจราจรบนท้องถนนก็วุ่นวายขับให้ทุกคนต้องลืมตาตื่นมาตั้งแต่เช้าเพื่อออกเดินทาง  เช่นเดียวกับบ้านหลังหนึ่งในย่านสะพานควาย ขณะนี้เวลา 05.30 น.  มีนักเรียนในชุดเครื่องแบบมัธยมปลายสองคนกำลังนั่งทำตาปรืออยู่ในห้องครัวของบ้าน...

เด็กสาวผมยาวประบ่าในชุดเครื่องแบบใหม่ปักชื่อ ททว. นั่งกินข้าวมันไก่ในจานเยี่ยงคนไร้วิญญาณ  สติสตางค์ยังคงอยู่ในความฝัน  ไม่ต่างอะไรจากเด็กหนุ่มซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ จากกางเกงสีกากีเปลี่ยนไปเป็นสีดำ  ในมือถือจานที่ตักข้าวเข้าปากแบบผิดๆถูกๆ    ผู้ปกครองซึ่งนั่งร่วมโต๊ะมองพลางขำ  

“อลิน มะขาม  เข้าใจนะจ๊ะว่าง่วง แต่เปิดเทอมวันแรกทำตัวให้สดใสหน่อยสิ”  คุณแม่ผู้ยังคงมีใบหน้าสวยวางแก้วโอวัลตินอุ่นๆให้กับเด็กทั้งสอง

พี่น้องไม่แท้พากันผงกศีรษะตอบเยี่ยงตั้งโปรแกรมเอาไว้    “เป็นนักเรียนม.ปลายกันแล้ว  ยังรู้สึกเหมือนเมื่อวานเป็นเด็กประถมกันอยู่เลย”  คุณพ่อผู้เป็นหมอมองดูลูกชายและลูกสาว   เครื่องแบบที่เปลี่ยนไป บ่งบอกถึงอายุที่เพิ่มขึ้น การเติบโตของเด็กวัยรุ่น  

มีความรับผิดชอบมากขึ้น มีเรื่องราวให้คิดมากขึ้น  การเรียนที่หนักหน่วงมากขึ้น

และเป็นก้าวแรกของการเดินตามหาความฝันเพื่อเข้าสู่มหาวิทยาลัยในลำดับต่อไป  ยามคุณหมอคชามองดูเด็กสองคนซึ่งมีผลการเรียนที่ดี กิจกรรมดี มันเป็นความภาคภูมิใจของผู้ปกครองอย่างยิ่ง  แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังตะหงิดๆอยู่เรื่องเดียวเท่านั้น และยังตะหงิดมาตลอดปิดเทอมของลูกชาย....  

“ก็ถ้าแฟนอลินไม่บอกว่าจะไปส่งอลินเองวันเปิดเทอม  พวกลูกก็ไม่ต้องตื่นมาตั้งแต่ตีห้ามานั่งง่วงแบบนี้หรอก”  คำพูดกึ่งประชดประชันของคนเป็นพ่อ ดึงให้เปลือกตาเด็กหนุ่มอดีตนักบาสเก็ตบอลมัธยมต้นตึงขึ้นมาทันที  

ตื่นสนิททันทีที่ได้ยิน   “พี่รีวัลย์อยากไปส่งนี่ครับ  พ่อเองก็อนุญาตไม่ใช่เหรอครับ”   มะขามและคุณแม่อดีตนางงามพากันมองหน้ากันและกัน  เริ่มอีกแล้ว....  

ได้ยินคำว่าพี่มาตลอดช่วงปิดเทอม ได้ยินทีไรก็ไม่ชินเสียที    บอกให้คบหากันโดยอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ ก็อยู่จริงๆ... อยู่มากเกินไปจนทำใจชินไม่ได้เสียที  คุณหมอคชา แย้มเก้อขยับแว่นตาเบี่ยงประเด็น   “รถมันติด มันลำบาก  พวกลูกอยู่ติด BTS อยู่แล้ว  ไปส่งแค่วันนี้ก็พอลำบากกันหมด”  ทั้งคนไปส่งทั้งคนถูกพาไปส่ง...

“วันอื่นก็นั่ง BTS ไปเองล่ะครับ เหมือนตอนม.ต้นนั่นล่ะ”  โรงเรียนเดิม สถานที่เดิม ติด BTS เหมือนเดิม  ชีวิตประจำวันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมาก นอกจากเครื่องแบบที่สวมใส่  

ไม่นานนักเสียงกริ่งนอกประตูบ้านพลันดังขึ้น   เด็กสาวผมสีดำประบ่าลุกขึ้นโดนอัติโนมัติ   “แฟนอลินคงมาแล้วล่ะค่ะ หนูไปเปิดประตูเอง”   รู้ได้โดยไม่ต้องมองผ่านตาแมว  ถึงมองผ่านตาแมวก็คงมองเห็นแค่ปลายผมอยู่ดี  

ครอบครัวแย้มเก้อ อดีตมีสมาชิกทั้งหมด 4 คน
ตอนนี้คล้ายกับมีสมาชิกอย่างไม่เป็นทางการเพิ่มมา 1 คน 

   รถยนต์ Hybrid สีขาวยี่ห้อหนึ่งซึ่งจอดอยู่หน้าบ้าน เป็นสิ่งที่เด็กสาวมองเห็นเป็นอันดับแรก  ก่อนจะเปิดประตูออกไปเห็นพนักงานบริษัทหนุ่มซึ่งสูงไม่ถึงระดับตาแมว  ก็ไม่ได้เตี้ยนะ  ก็แค่ถึงแค่ปลายผมส่วนบนเท่านั้นเอง   มะขามยกมือไหว้ด้วยสีหน้าเรียบเฉยเยี่ยงคนยังไม่ตื่น  

อีกฝ่ายก็รับไหว้ไปงั้นๆคล้ายกับไม่อยากรู้สึกว่าตัวเองอายุเยอะแล้ว   “ตื่นกันเช้าดี  จะได้ไม่สายมาก”  ชายหนุ่มหัวหน้ากองบัญชีทักทาย  แต่คล้ายรู้สึกเหมือนพูดคนเดียว

เพราะคู่สนทนายังไม่ตื่นดีนัก   เธอเพียงแค่เดินกลับเข้าไปในบ้านประหนึ่งไม่ได้เจอใคร  นี่คือการต้อนรับอย่างเป็นมิตรที่สุดเท่าที่พี่สาว...ล่ะมั้ง  จะทำได้แล้ว  

พนักงานบริษัทสีชุดสูทสีดำเยี่ยงคนขายประกันชีวิตที่มาเยือนในยามเช้าเดินตามเข้าไป  ทักทายผู้ปกครองของเด็กทั้งสองด้วยการโค้งศีรษะให้เท่านั้นไม่ใช่การยกมือไหว้  ด้วยวัยที่ใกล้เคียงกันเกินไปจนเหมือนรุ่นพี่รุ่นน้อง  “สวัสดีค่ะคุณรีวัลย์  ทานข้าวเช้ามารึยังคะ?”  คุณแม่ยังสาวเป็นคนทักทายก่อน  

“เรียบร้อยแล้วครับ  ไม่รบกวนดีกว่า  เฉพาะมื้อเย็นก็มากแล้ว”   ร่างโปร่งเดินไปจับศีรษะเด็กหนุ่มคนรักซึ่งยังคงกินข้าวมันไก่ไม่หมด   

การแสดงออกถึงความใกล้ชิดของคนสองวัยทำให้คุณพ่อหนังตากระตุกเป็นประจำ..   “อรุณสวัสดิ์ครับพี่รีวัลย์   ขอกินให้หมดก่อนนะครับ  อีกนิดเดียว”   อลินเงยหน้ามองชายหนุ่มซึ่งยืนอยู่ข้างๆเก้าอี้   

“กินไปเถอะไม่ต้องรีบ เดี๋ยวจะติดคอ”  เด็กหนุ่มคลี่ยิ้มตอบก่อนกลับไปสนใจข้าวในจานของตัวเอง   ภาพแบบนี้คงไม่มีทางได้เห็นแน่.. ในช่วงเวลาสุดท้ายของการเป็นนักเรียนมัธยมต้น...

แฟนหนุ่มซึ่งสามารถเข้าออกบ้านได้ประหนึ่งเป็นบ้านอีกหลังของตัวเอง  มาร่วมมื้ออาหารเพื่อให้อยู่ในสายตาของคนเป็นพ่อและแม่  ทำกิจกรรมร่วมกันกับครอบครัวแย้มเก้อจนเข้าใกล้สถานะสมาชิกครอบครัวคนที่ 5  ทั้งหมดทั้งมวลนี้เกิดขึ้นได้เพราะความพยายามเล่าเรียนในช่วงสุดท้ายของการเป็นนักเรียนมัธยมต้น....

คนส่วนใหญ่มักบอกว่าความรักจะทำให้เรียนการเรียน...
เป็นเรื่องที่ชวนให้หมกมุ่น ไม่เหมาะกับนักเรียนซึ่งมีหน้าที่เรียนหนังสือ....
......แต่ถ้าเปลี่ยนมันเป็นกำลังใจและแรงบันดาลใจ....
ความรักก็กลายเป็นพลังในการผลักดันตัวเองไปหาความฝัน

ดวงตาสีเขียวจดจ้องมองภาพที่แฟนหนุ่มสนทนากับพ่อและแม่ของตัวเอง  โดยมีนักเรียนหญิงอีกคนนั่งกินข้าวอย่างสงบเสงี่ยมไม่มีปากเสียงและท่าทีไม่เป็นมิตร   นี่คือความสุขและเป็นภาพที่เคยคิดว่าจะได้เห็น  ภายในบ้านซึ่งมีเพียง 4 คนมาโดยตลอด...

มือวางช้อนและส้อมลงเมื่อจัดการข้าวหมดกระทั่งเม็ดสุดท้าย   “อิ่มแล้วครับ ไปโรงเรียนล่ะครับ”  ข้าวทุกจาน อาหารทุกอย่าง อย่ากินทิ้งขว้าง เป็นของมีค่า.... 

มะขาม เอกมันต์รวบช้อนของตัวเองหลังจากนั้น  ข้าวมันไก่ต้มทอดพิเศษของเธอก็หมดจานไม่มีเหลือเช่นกัน   “อิ่มแล้วค่ะ”  หญิงผู้เป็นผู้ปกครองของเด็กทั้งสองเดินมาเก็บจาน

“งั้นไปโรงเรียนได้แล้วจ้ะ  คุณรีวัลย์ต้องไปทำงานอีก”  ขณะนี้เวลา 05.45 น.  ในวันที่การจราจรติดขัดของการเปิดเทอมวันแรก  การเดินทางจากสะพานควายไปราชดำริจะเป็นอย่างไรต่อไป...

นายแพทย์คชา แย้มเก้อมองผ่านแว่นตาใสไปยังใบหน้าคม   “ฝากส่งเด็กๆด้วย   เย็นนี้ถ้าจะมากินข้าวที่บ้านก็ไม่ได้ว่า  แต่ถ้าจะพาอลินไปกินที่อื่นให้โทรมาบอกก่อน....”  คำพูดนั้นขับให้ดวงตาคมจ้องมอง  

คงจะเรียกได้ว่าเป็นการยอมรับสถานะของตน ในรูปแบบของพ่อตา(?)ขี้หวงคนหนึ่ง  เขาผงกศีรษะตอบ  “ถ้ามีโปรแกรมยังไง  ผมจะโทรบอกก็แล้วกัน”  การคบหากันโดยที่ต้องอยู่ในสายตาของผู้ปกครองไม่ใช่เรื่องลำบากยากเย็นอะไร

การเป็นคนรักของเยาวชน  เหตุการณ์ในรูปแบบนี้เป็นเรื่องที่ต้องเผชิญ  ออกจะเป็นเรื่องดีเสียด้วยซ้ำที่ไม่เข้าความเสี่ยงชนิดร้ายแรงที่ว่าเข้มงวดสร้างกำแพงถึงขีดสุด...  นั่นก็คงเป็นเพราะอลิน แย้มเก้อเป็นเด็กผู้ชายกระมัง   แต่ก็เป็นลูกชายเพียงคนเดียว

อลินเดินไปหยิบกระเป๋าเป้   “งั้นผมกับมะขามไปโรงเรียนล่ะครับ”  เช้าแรกของการเป็นนักเรียนมัธยมปลายในชุดเครื่องแบบใหม่

รีวัลย์เดินมาคว้ากระเป๋าเป้ไปจากมือนั่นพลางเดินนำออกประตูบ้านไปที่รถ   เด็กหนุ่มรีบเดินตามไป   คล้อยหลังด้วยเด็กสาวผมดำซึ่งผมเริ่มยาวมากขึ้นหันกลับไปไหว้พ่อแม่ซึ่งเป็นพระภูมิของบ้านก่อนจะเดินตามไป  แฟนหนุ่มที่ดีของลูกชาย..  ทำตัวเป็นที่พึ่งให้กับคนทั้งบ้านสมกับเป็นผู้ใหญ่.....

หญิงผู้มีเค้าโครงหน้าแบบเดียวกับลูกชายมองดูทั้งสามคนพลางคลี่ยิ้มอ่อนโยนบนเรียวปากสวย   “ก็ดีเหมือนกันนะคะ  ที่อลินมีผู้ใหญ่ดูแล”  เจ้าลูกชายดื้อๆซนๆเกรียนๆ(?) หัวรั้น ชอบทำตามใจตัวเองไม่หวาดกลัวอะไรเอาเสียเลยคนนั้น...  

คุณพ่อถอนหายใจแผ่วเบา     “ถ้าแฟนอลินไม่ใช่คนดี  มันก็คงไม่ดีหรอก”  แต่มันดี ดีมากเสียจนไม่อยากยอมรับก็ต้องยอมรับ  ผู้ชายอายุ 3X แทบจะเท่าภรรยา  แต่มาหลงรักลูกชายอายุ 15 ย่าง 16 ของตัวเอง....

“ถ้าคบกันไปได้นานๆก็ดีนะคะ อลินกับคุณรีวัลย์”  สำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่  หวังเพียงลูกมีความสุข  มีความสุขให้มากที่สุดและโตเป็นคนดีก็เพียงพอ  

....สองคนนั้นต้องดูแลกันและกันอีกมาก...
....หากจะคบกันให้ยาวนาน และเป็นที่ยอมรับของคนอื่นที่พบเห็น...

ช่วงเวลาที่ไม่ยาวนานมักนัก ยังคงทำให้ภาพอนาคตของเด็กและผู้ใหญ่ยังไม่ชัดเจน  เวลาจะเป็นเครื่องพิส