[TitanFic] ヒマワリ -Himawari- (Jean x Eren) CH.02

posted on 03 Oct 2013 22:35 by ayafee in Fiction directory Fiction
 
 
Title : ヒマワリ -Himawari- 
Fandom : Shingeki no Kyojin
Genre : BL
Rating : PG
Pairing : Jean x Eren 
—————————————————————————————————-
 
 
ทานตะวันยังคงเฝ้ามองไปยังเป้าหมายของมัน
ไม่มีแปรเปลี่ยนธรรมชาติของตัวเอง

เป้าหมาย ความฝัน เส้นทางที่จะต้องเดินไปให้ถึงสักวันหนึ่ง  พวกเราทุกคนมีสิ่งนั้นอยู่ข้างในใจหัวใจ ตราลึกอยู่ในสมองและร่างกาย  หากไม่ถอดใจไปจากโลกที่แสนมืดมัวใบนี้เสียก่อน  แล้วความฝันของเขาล่ะ?  ความฝันของเขาคือการได้ออกไปนอกกำแพงกับเพื่อนทั้งสองคนนั่น...

แต่ใครจะคาดคิดว่าเพื่อนจะกลายเป็นศัตรู  คนที่ไว้ใจจะหักหลัง...   ยามที่ร่างกายมิอาจเคลื่อนขยับตัวจากกองซากอิฐและเศษอาคารที่พังถล่ม  เสียงๆหนึ่งฉุดดึงให้ดวงตาปรือเปิดขึ้นจากที่ถอดใจ   “พวกเราฝากชีวิตไว้กับนายซะขนาดนี้  แล้วนายมาเป็นแบบนี้เนี่ยนะ! เฮ้ย!”    

น้ำเสียงและถ้อยคำของนายฉุดดึงให้ฉันนึกหวนกลับไปยังวันที่พวกนายก้าวเดินเข้ามาในทีมสำรวจ  เส้นทางที่พวกนายไม่ควรก้าวเดินเข้ามา  ไม่เคยคาดคิดว่าน้ำหนักและเจตนาที่ทำให้ไหล่ทั้งสองหนักอึ้งจะกลายเป็นพลังดึงสติของตนกลับขึ้นมาได้....ซึมลึกเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ   จะด้วยความรู้สึกอยากเอาชนะและทิฐิที่มีต่อคู่แข่ง......

หรือเป็นความรู้สึกตื้นตันที่ได้รับความเชื่อมั่น

  [ไอ้บ้าแจนเอ๊ย]

แต่ความตรงไปตรงมาของนายทำให้ฉันตื่น.....

Chapter 2 :  Sneak

ต้นทานตะวันจำนวนเท่าคนที่จากไปปลูกลงในหลุมดิน   สีเขียวสดใสของลำต้นขับให้ลานด้านข้างฝั่งหนึ่งของปราสาทแลดูมีชีวิตชีวาขึ้นมา แม้มันจะมีนัยนะคล้ายกับหลุมศพหรือการรำลึก   สิ่งที่สะดุดตาขึ้นมานอกจากดอกไม้ต้นใหญ่ก็คือ ผ้าสีขาวคล้ายผ้าพันแผลที่พันรอบระยะใต้ดอกเหมือนๆกันปานมันเป็นสัญลักษณ์...

แต่แท้จริงมันคือการปกปิดความผิดพลาดที่ทำเอาไว้...   “แบบนี้ถ้าไม่มีคนมาจับก็คงดูไม่ออกว่ามันหักไปบางต้น...”    ร่างสูงผมสีน้ำตาลอ่อนแกมปลายสีเข้มมองผลงานร่วมของตนเองและคู่ปรับ   เด็กหนุ่มทั้งสองพับแขนเสื้อยาวขึ้นไม่ให้เลอะดิน

เจ้าผลงานร่วมเพื่อแบ่งความผิดกันคนละครึ่งหากโดนจับได้...   “ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ทำทานตะวันของคุณฮันจิคอหักหรอกว่ะ.....”   ดวงตาสีเขียวมองจ้องผ้าสีขาวที่ฉีกออกเป็นริ้วๆแทนผ้าพันแผล   

การลงโทษเมื่อไม่ถึงชั่วโมงก่อนว่าแย่แล้ว  การสร้างเรื่องลับๆขึ้นระหว่างคนสองคนยิ่งขับให้ต้องถอนหายใจ   มันคงไม่แย่เท่าเรื่องที่ทำระหว่างฝึกซ้อม  การลงโทษคงไม่ร้ายแรงเท่า  หากแต่ไม่อยากเดาว่าถ้าโดนจับได้การลงโทษจะโดนขยายออกจาก 3 วันให้นานกว่านั้นหรือเปล่า...  

ทานตะวันที่บาดเจ็บสาหัสต้องรักษา....
และผ้าพันแผลสีขาวเฉพาะกิจที่ไม่ควรมาพันอยู่ที่นี่.....

ย้อนกลับไปในช่วงเวลาพักผ่อนหลังการฝึกฝนกระบวนการรบของทีมสำรวจ   คนที่ไม่มีหน้าที่อะไรบ้างนอนหลับ บ้างหาอะไรทำเพื่อพักผ่อนในรูปแบบต่างๆกันไป  ภายในห้องโถงกว้างเงียบสงัดเหมาะแก่การทำเรื่องโจรกรรมสิ่งของ   ยามนั้นเด็กหนุ่มสูงโปร่งเริ่มทำตัวลับๆล่อๆด้วยการย่องเดินมาเกาะที่ข้างประตูทางเข้า  

ดวงตาสีเขียวกวาดสายตามองหาของที่ตัวเองต้องการ  มือที่เปรอะเปื้อนฝุ่นดินจากการปลูกต้นไม้เริ่มเปิดหาของในกล่องไม้   ลืมใส่ใจว่าลายนิ้วมือจะติดตามของที่จับต้อง    เอเลน เยเกอร์เริ่มทำตัวเป็นขโมยเมื่อไม่อยากขอความช่วยเหลือจากคนอื่น  

“ผ้าพันแผลหายไปไหนหมด...”  หาของที่ต้องการเท่าใดก็หาไม่เจอเสียที   คนหนุ่มที่ร้อนรนต้องรีบใช้เริ่มหงุดหงิดใจ   และหงุดหงิดขึ้นไปอีกที่ตัวเองต้องเป็นคนมาตามหาทั้งที่ไม่ใช่คนทำ  

พลันเหลือบไปเห็นกองผ้าวางระเกะระกะอันน่าจะเป็นฝีมือของแม่สาวหัวมันที่มีหน้าที่ซักผ้าในวันนี้...   ทิ้งงานไว้แล้วหายตัวไปเดาได้ง่ายว่าคงหลบไปในครัวเพื่อทำอะไรสักอย่าง    “ของใครก็ไม่รู้ แต่ขอไปก่อนล่ะ”  คว้าเอาผืนผ้าขาวซึ่งน่าจะใช้แทนผ้าพันแผลได้มาไว้ในมือ 

การทำเรื่องที่ไม่อยากให้ใครรู้มักจะมีคนเข้ามารับรู้ด้วย   เด็กสาวร่างเล็กกระทัดรัดใบหน้าน่ารักสดใสเดินเข้ามาเห็นเข้า  “เอเลน?  ทำอะไรอยู่เหรอ?”   นางฟ้าของอดีตทหารฝึกหัดรุ่นที่ 104 เดินมาหยุดเบื้องหลังของโจรผมสีน้ำตาลเข้ม

ชายร่างสูงกว่าสะดุ้งตัวเดินถอย   “เปล่าๆ  มาหาผ้าน่ะ จะเอาไปเช็ดคอกม้า”  พูดประหนึ่งหยิบผ้าขี้ริ้วมาจากที่ไหนซักแห่ง  

ดวงตาสีฟ้าครามมองไปยังผืนผ้าสีขาวในมือของเอเลน    “เอ๋?  เช็ดคอกม้า?”   จะเช็ดคอกม้าด้วยผ้าที่เพิ่งเก็บมาจากราวตากผ้างั้นเหรอ....  ที่สำคัญไปกว่านั้น...

“แต่ว่าผ้านั้นมัน....”    เสียงใสราวกับกระดิ่งเอ่ยไม่ทันจะจบคนมีชนักติดหลังพึงรีบหนีวิ่งไปทางประตูทางออกห้อง  

“ฉันไปก่อนนะเดี๋ยวไอ้แจนบ่น!”   เอเลนวิ่งแจ้นหนีไปไม่ยอมหันกลับมามอง   ทิ้งให้เด็กสาวผู้งดงามเหมือนนางฟ้ามองตามด้วยสายตาเหวอๆ   

“แต่นั่นมันผ้าพันคอของหัวหน้ารีไวล์.....”   จะบอกเพื่อนก็บอกไม่ทัน   คนกระทำความผิดกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกไปจากห้องไม่มีหันหลังกลับมา    คริสต้าพูดไม่ออก...  

วัยหนุ่มนั้นเต็มไปด้วยเรื่องราวบุ่มบ่ามใจร้อน
สดใสเหมือนดั่งดวงอาทิตย์ในฤดูร้อน

แจน กิลชูไตน์ปลูกต้นทานตะวันต้นแล้วต้นเล่าเพียงลำพังรอเพื่อนทหารที่ทิ้งหน้าที่ไว้ให้   มือแกร่งยกขึ้นปาดเหงื่อที่ปริ่มเต็มหน้า   ใบหน้าคมเปื้อนดินเป็นรอยสกปรกในเมื่อมือที่ใช้มันเลอะอยู่แล้ว   อากาศของฤดูช่างร้อนเสียจนแสบผิวไปหมด....  

ในหนึ่งปีจะมีอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นช่วงๆ  ช่วงเวลาแต่ละช่วงเรียกว่าฤดูกาล ปรากฏการณ์ที่เห็นสม่ำเสมอมาตั้งแต่เป็นเด็ก   แต่การมีปลูกต้นไม้เล่นแบบนี้ไม่มีบ่อยนักเพราะบ้านเกิดไม่มีบริเวณขนาดนั้น  บางครั้งเขาก็นึกถึงครอบครัวที่อยู่ห่างออกไป....  

“เจ้าเอเลนทำไมช้าจังวะ....”   ก็แค่ไปตามหาผ้าพันแผลมาปฐมพยาบาลให้ทานตะวันคอหัก   ครั้นจะเอาไปทิ้งพาลจะทำให้ผู้กำกับหมู่บ่นเอาได้  

ร่างสูงถือพลั่วถอนหายใจ   เหลือเพียงต้นทานตะวันคอหักอีกสามต้น  ถ้าต้องเอาไปทิ้งจริงๆมันก็น่าเสียดาย  ดอกไม้ไม่ได้หามาง่ายๆ    “เฮ้ย! มาแล้ว!”   

เสียงเรียกของเอเลนดึงให้หันไปมอง  ของที่ติดมือเด็กหนุ่มวัยเดียวกันคือผ้าสีขาวผืนนึง  มองเผินๆคล้ายผ้าพันคอ  แต่คิดว่าคงจะไม่ใช่...   “หายไปนานจริงแค่ไปหาของ....”  แค่ผ้าธรรมดาๆ...

“ไม่ได้หาง่ายๆ  ไม่ไปหาเองก็อย่ามาบ่นฉัน   รีบๆจัดการพันเหอะ  มันคงไม่ตาย”  ก็แค่คอหักไปเพราะอุบัติเหตุเล็กน้อย...  

สองหนุ่มฉีกผ้าสีขาวที่หามาได้ออกเป็นริ้วๆเพื่ออำพรางความผิดที่ก่อขึ้นแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย   หากแต่เมื่อฉีกไปได้ครึ่งหนึ่ง  ทหารหนุ่มร่างสูงกว่าเริ่มฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้  เจ้าเนื้อสัมผัสของผ้ามันดีเกินผ้าขี้ริ้วหรือผ้าที่ใช้ซับน้ำในยามที่อาบน้ำ  

“อย่างกับผ้าพันคอ  นายไปเอามาจากไหนเนี่ย”  แจนมองผ้าในมือของตัวเอง   เจ้าผ้าที่ฉีกแบ่งครึ่งกันไป  คำพูดนั้นดึงให้คนไปหาฉุกคิด

เอเลนก้มลงมองผ้าในมือของตัวเอง  หวนคิดถึงความคุ้น  มันคุ้นมากจริงๆราวกับว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน   “ผ้าพันคองั้นเหรอ...”  คนที่ใส่ผ้าพันคอหรือผ้าผูกคอมีเพียงไม่กี่คนหรอก...    หากไม่ใช่คนที่จากไปแล้วและเหลือสัมภาระเอาไว้อย่างคุณออลโอ้  หากไม่ใช่ผ้าพันคอสีน้ำตาลแดง  ก็ต้องเป็น.....

ภาพผ้าสีขาวซึ่งประดับอยู่บนเสื้อผ้าของหัวหน้าทหารปรากฏขึ้น
มันคือผ้าของหัวหน้ารีไวล์!!

“ของหัวหน้า!”   สิ้นคำพูดอุทานอย่างตกใจของเด็กหนุ่ม   แจน กิลชูไตน์ถึงกับตกใจตามไปอีกคน   ทั้งคู่ได้ทำเรื่องเลวร้ายยิ่งกว่าทำดอกทานตะวันคอหักลงไปแล้ว  

“นี่นายไปหยิบมาจากที่ซักผ้าเหรอวะเอเลน!”   เด็กหนุ่มเดาได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น   อีกฝ่ายคงจะรีบเกินไปจึงหยิบอะไรมาก็ได้ซักอย่าง....

มือที่เปื้อนดินและฝุ่นของเอเลน เยเกอร์ปาดเหงื่อ  ฉีกเป็นริ้วๆหลายชิ้นแล้วจะเอาไปคืนทั้งสภาพนี้มันก็ออกจะ...   “ช่วยไม่ได้ล่ะนะ”   เพราะมันหวนกลับไปไม่ได้อีกแล้ว...

ในเมื่อโดนลงโทษมาแล้วครั้งหนึ่ง จะโดนลงโทษต่อครั้งที่สอง เรื่องนั้นไม่ดีกว่า...  “ใช้เสร็จก็ฝังดินไว้แถวนี้นั่นล่ะ...”   แจนมองพื้นและเริ่มมองพลั่วในมือตัวเอง   ปล่อยมันไป....   

สองหนุ่มคู่ปรับมองหน้ากันและกัน  ไม่ต้องใช้คำพูดใดๆอีกนอกจากเดินไปทำหน้าที่พันผ้ารอบก้านใหญ่ๆของดอกทานตะวันทีละต้นสองต้น สุดท้ายก็ต้องลงเรือลำเดียวกันอีกจะโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้  เพราะถ้าโทษกันซวยทั้งคู่  โยนไปก็จะโดนโยนใส่กลับทันที แล้วลงเอยแบบตอนที่เป็นทหารฝึกหัด...   

ต่อให้อยากอยู่ห่างๆกันมากขนาดไหน
....จำต้องเข้ามาเกี่ยวพันกันและกันอยู่เสมอไป...

ดอกทานตะวันต่อให้มันไม่อยากมองไปยังดวงอาทิตย์ซึ่งมีแสงแดดร้อนแรงเจิดจ้า    กระนั้นธรรมชาติของมันก็ชักนำพาให้ต้องมองไปที่ตะวันสีแสดนั้นอยู่ดี   มันจึงได้ชื่อว่าดอกทานตะวัน  ดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์และตัวแทนของพระอาทิตย์ 

แจนและเอเลนยืนมองผลงานของตัวเอง  เนื้อตัวซึ่งแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีอ่อนมอมแมมไปหมดเพียงแค่ขุดดินปลูกดอกไม้   อย่างน้อยผลงานที่ออกมาก็ดูแนบเนียนดี    “ปลูกเสร็จแล้วเหรอ แล้วนั่นผูกผ้าทำไมน่ะ?”   ฮันจิผู้เป็นเจ้าของงานเดินมาสำรวจ

หญิงสาวขยับแว่นตามองสิ่งแปลกปลอมบนดอกไม้สีเขียวซึ่งยังคงไม่แย้มบาน    สองหนุ่มมองหน้ากันและกันทันที  “เอาไว้เป็นสัญลักษณ์ครับ!”   ตอบแถไปอย่างไม่แนบเนียน...

คนฟังทำหน้างุนงง   ดอกไม้จำเป็นต้องมีสัญลักษณ์?     “งั้นเหรอ  ก็ดูดีนะ  ทานตะวันผูกผ้าพันแผล  แต่นี่มันไม่ใช่ผ้าพันแผลนี่?”   จ้องมองใกล้ๆเนื้อผ้าแตกต่าง...

ทหารหนุ่มรีบดึงให้ผู้กำกับหมู่เลิกสนใจต้นไม้   “เสร็จงานแล้วพวกเราขอไปล้างคอกม้าต่อล่ะครับ   เดี๋ยวหัวหน้ารีไวล์จะลงโทษที่หนีงาน”    คู่ปรับที่ต้องเข้าขากันเฉพาะกิจรีบเดินหนีไป   

ปล่อยให้ทหารหญิงผู้หลงใหลในเรื่องปีศาจนอกกำแพงยืนอยู่กับแปลงดอกทานตะวันผูกผ้า    “คิดจริงๆเหรอว่าดูไม่ออก  เด็กพวกนี้ ฮ่าๆ”   ผ้าที่ไม่ใช่ผ้าพันแผล  และก้านดอกไม้ที่หักไปแล้วจัดการดามมันด้วยผ้านั้น  

ปราสาทหลังนี้เคยเงียบเหงาไปมาก  บรรยากาศรายล้อมตัวทหารทีมสำรวจที่เหลือรอดอย่างพวกเราก็หม่นหมอง...  เด็กพวกนั้นเป็นคลื่นลูกใหม่  เป็นทหารที่จะรับช่วงต่อจากหลายชีวิตที่จากไปดวยการสั่งสมประสบการณ์จากสนามรบจริงหลายต่อหลายครั้ง...   

“สถานการณ์ตอนนี้ไม่มั่นคง...”  จากการที่ผู้นำของทีมสำรวจบาดเจ็บ...  เป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดขึ้น และบางส่วนโทษว่าเป็นความผิดของเอเลน เยเกอร์....

จนกว่าตัวหลักจะฟื้นจากอาการบาดเจ็บได้มากกว่า 80%
ขอให้เวลาสงบสุขสั้นๆนี้ดำเนินต่อไปซักพักใต้ฟ้าครามเจิดจ้านี้.....

คอกม้าที่ทำความสะอาดค้างเอาไว้เริ่มชำระล้างรอบที่สองเพื่อเก็บกวาดรายละเอียด  การทำความสะอาดแบบลวกๆให้งานผ่านๆไปมันใช้ไม่ได้กับที่นี่  หัวหน้าทหารผู้เป็นผู้บังคับบัญชาเป็นคนละเอียดและใส่ใจในเรื่องของความสะอาดมากเสียจนลูกน้องต้องละเอียดถี่ถ้วนตามไปด้วย

มีแต่พวกม้าที่อยู่อาศัยที่ไม่จำเป็นต้องกล