Fiction

[AuFic] アジサイ の唄 (1827) Prologue

posted on 08 Nov 2009 18:00 by ayafee  in Fiction

เอาเข้าจนได้... ไหดองอันใหม่ ฮา  ล้มพล็อตอยู่หลายรอบ  กว่าจะได้มาแบบนี้   คุยกับพี่หยกนานตั้งแต่ย้อนยุค ไม่ย้อน การ์ตูนไซโต้ อาจารย์ไอ บลาๆๆๆ  จึงได้ฟีลที่แสนสับสนมาหลายอย่าง   เป้าหมายของเราคือ เราอยากแกล้งแมะ..(?)  ให้ทูน่าได้สบายบ้าง(?)   จึงเกิดมาเป็นเรื่องนี้นี่ล่ะ

ตอนแรกจะเขียนเป็นย้อนยุค  แต่ว่าข้อมูลมันจะคาบเกี่ยวดราม่าฤดูใบไม้ร่วงของดีโน่ กับดงกล้วยไม้มากไป  เลยเอาเป็นปัจจุบันดีกว่า

ที่สำคัญ.......... เราอยากให้คนอยากถีบทูน่า  (แต่ท่าทางจะโดนคนเขียนแทน....) 

อธิบายนิดนึง  เผื่อคนไม่เคยสังเกตดอกไฮเดรนเยีย ดอกไม้ชนิดนี้จะเปลี่ยนสีตามความเป็นกรดด่างของดินค่ะ

 

Title:  アジサイ の唄
Fandom : Katekyo Hitman Reborn!
Genre :  AuFic , Angst , Drama , Romance
Rating : NC-15
Pairing : 1827

Summary :  บุปผชาติผลัดเปลี่ยนสี.....  จากจิตใจที่ด้านชา  สู่ความรักที่ไม่เปลี่ยนแปลง

--------------------------------------------------------------------------------------


สายฝนพรำ.... ร่วงหล่น... จากฟากฟ้าสูงเกินเอื้อมมือถึง...
เมฆครึ้มปกปิด.... แสงแดดมิอาจทอดมา..

สีของโลหิตชาดจากร่างกาย... ชะล้างลงสู่เบื้องล่าง..
ซึมลงสู่เนื้อดินสีน้ำตาล.....



ไร้ร่มป้องปิด...กันฝน.....
ไร้เสียงอื่นใด.... นอกจากเสียงเปาะแปะ...ของมัน....




    ท้องฟ้าเบื้องบนมองเห็นเมฆฝนตั้งเค้า...  บ่งบอกว่าได้มาถึงช่วงคาบเกี่ยวฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงของประเทศตะวันออก...  เรือนญี่ปุ่นขนาดกลางตั้งอยู่ห่างตัวเมืองเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวและเงียบสงบ....ในรั้วเต็มไปด้วยต้นไม้และดอกไม้... ส่งกลิ่นหอมที่ให้ความสดชื่นโชยมา....  ถนนทอดยาวหน้าบ้านซึ่งร้ายล้อมด้วยรั้วประดับไม้เลื้อยแลเห็นภาพของเด็กชายร่างเล็กวิ่งมาพร้อมกับกระเป๋าสะพายหลัง เครื่องแบบนักเรียนสีฟ้าของเด็กน้อยตัวเล็กนั้นบ่งบอกว่าเข้าตัวเรียนอยู่ในชั้นประถมต้นๆเท่านั้น...    สองขาสั้นๆนั้นเร่งพาตัวเองวิ่งเข้ามาในตัวบริเวณบ้าน  


    “กลับมาแล้วฮะ~~~!!”  เสียงใสตะโกนบอกคนในบ้าน   วิ่งตรงผ่านห้องโถงห้องนั่งเล่นไปส่วนในสุดของบ้าน  ไปตามกลิ่นของการปรุงอาหาร

ในบ้านเต็มไปด้วยรูปถ่ายมากมาย.. รูปของครอบครัวและรูปของเด็กน้อย...  “กลับมาแล้วฮะ ม่ะม๊า~~”   หญิงสาวในห้องครัวหยุดมือซึ่งจับมีดหั่นผักลงก่อนเร่งวิ่งมารับลูกชายตัวน้อยที่เพิ่งกลับมา

    “ซือคุง ไม่ได้กลับมาพร้อมกับคุณพ่อเหรอจ้ะ”   หญิงสาวอ่อนวัยลูบเรือนผมสีน้ำตาลฟูฟ่องของบุตรชายอย่างเอ็นดู

    “ป๊ะป๋าไปทำงานต่อฮะ  บอกว่ามีประชุม”  เด็กน้อยวิ่งเข้าไปในครัวมองหาขนมทานเล่นตามประสา  ผู้เป็นมารดามองตามพลางสะบัดใบหน้ายิ้มอย่างหน่ายๆ

    “ไม่ได้นะจ้ะ ต้องรอให้ถึงเวลามื้อเย็นก่อน  ห้ามทานขนมนะซือคุง”   เดินตามหลังเข้าไปหยิบถุงขนมออกจากมือน้อยนั่น   ใบหน้าใสค้อนอมลม...

    “แต่ผมหิวนี่.....”  เด็กๆย่อมคิดเพียงแค่เรื่องนั้น.....

    ผู้เป็นแม่หัวเราะแผ่วเบา  มือเรียวเล็กวางลงบนศีรษะน้อยนั้นอีกครั้ง  “ซือคุงไปรดน้ำต้นไม้ให้แม่ก่อนนะ  ป่านนี้ไฮเดรนเยียของซือคุงต้องการน้ำแล้ว”   แม้ฝนจะตั้งเค้ามานาน....  กลับไม่มีวี่แววว่าจะตกลงมา..... ต้นไม้คงมิอาจได้น้ำ

    “ฮะ!!!   ผมจะไปรดน้ำ~”  ร่างเล็กๆนั้นวิ่งตรงดิ่งออกไปจากห้องครัว  ตรงออกไปนอกบ้าน...

“รักดอกไฮเดรนเยียที่ข้างบ้านจริงๆเลยนะเนี่ย”  ดอกไม้ที่ขึ้นมาโดยบังเอิญ... จากเล็กน้อยขึ้นมาเต็มสวนไปหมด.....    เสียงฟ้าร้องดังมา... แต่กระนั้นก็ไร้แววว่าจะมีฝนโปรย...

ดั่งหัวใจที่ปิดตายของบางคน.....
รอ....  รอ... และรอบางอย่าง....



    สวนหย่อมข้างบ้านเต็มไปด้วยต้นไฮเดรนเยียสีชมพูสวย...  เรียงรายเป็นแถวยาว 5 แถวบ่งบอกถึงความชอบของเจ้าของบ้าน   มือน้อยจับสายยางฉีดน้ำไปทั่วๆอย่างสนุกสนาน    ทำตามคำแนะนำของพ่อและแม่รดน้ำแต่พอดีไม่มากไม่น้อยเกินไป....


    “ออกดอกเยอะๆน๊า~”  เสียงใสเปล่งเอ่ยอารมณ์ดี   หน้าที่หลังเลิกเรียนของเด็กน้อยคือมารดน้ำต้นไม้   หน้าที่ที่พ่อแม่สั่งความคือเรื่องที่เด็กต้องรับปาก

    “ฮึมๆ~”  ฮัมเพลงไปพร้อมกับสายน้ำใส....   ไม่ทันไรเสียงฟ้าร้องนั้นดังมา...   ฝนกำลังลงเม็ด....


ว่ากันว่าสายฝนร่วงหล่นลงมา...
เพื่อให้โลกใบนี้ชุ่มชื่น....

แต่บางครั้ง... มันไว้ลบเลือนบางอย่างไป......



    หยดเม็ดฝนร่วงลงมากระทบแก้ม...  บอกสัญญาณว่าควรจะกลับเข้าไปในบ้านก่อนที่จะเปียกปอน   เด็กน้อยตัวเล็กยังคงไม่คิดว่าตนต้องรีบกลับ... จนกระทั่งมันลงเม็ดโปรยลงมาหนักขึ้น.....


    “หวา~~ ฝนตกแล้ว!”  สึนะโยชิรีบวางสายยางลงวิ่งกลับไปในตัวบ้านก่อนสายฝนจะกระหน่ำเทลงมา..  เสียงฟ้าร้องบอกว่าค่ำคืนนี้คงมีฝนตกทั้งคืนอย่างรุนแรง...

    “ซือคุงปิดน้ำรึยังลูก?”   มารดาเอ่ยขึ้นระหว่างทำอาหาร   คำบอกนั้นเตือนให้ร่างเล็กนึกเรื่องนั้นขึ้นมาได้...  เขารีบวางสายยางทิ้งไว้ไม่ได้ปิดน้ำ...  ฝนก็จะตกแล้วด้วย..

    “เดี๋ยวผมออกไปปิดน้ำก่อนนะฮะ~  ไม่งั้นคุณไฮเดรนเยียจมน้ำแน่เลย~!”   กุลีกุจอวิ่งออกไปจากห้องครัวอีกครั้ง  คุณแม่ได้แต่หัวเราะ

    “อย่าลืมหยิบร่มไปด้วยนะซือคุง!”   ได้ยินเสียงของมารดาแล้วคนฟังเร่งหยิบร่มใกล้มือออกไปด้วย...   เป็นห่วงเจ้าต้นไฮเดรนเยีย....


ไฮเดรนเยีย.... สีชมพูในสวนหลังบ้าน.....
เจ้าดอกไฮเดรนเยีย.....



    สึนะโยชิ บุตรชายเพียงคนเดียวของบ้านวิ่งตรงออกมาที่สวนหย่อมข้างบ้านอีกครั้งหนึ่ง  วิ่งไปตามสายยางที่ทอดยาวไป...  สายฝนที่โปรยลงมาเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ...  หากไม่รีบปิดคงเป็นแอ่งน้ำ...  วิ่งตรงไปที่ก๊อกรีบปิดมันท่ามกลางเสียงฟ้าร้องดึงก้องมาจากเบื้องบน...    เพราะเป็นเด็กผู้ชายได้รีบคำสอนไม่ให้กลัวจึงไม่รีบหนี...


    “ไม่จมน้ำแล้วนะคุณไฮเดรนเยีย”  ยิ้มแย้มกับตัวเอง.... หากแต่ยามนั้น... เนตรกลมใสพิศเห็นบางสิ่งที่แตกต่าง.....

ไฮเดรนเยีย..... สีฟ้า.... สิ่งที่แปลกแยก...
ในความธรรมดา....



    เสียงหยดน้ำกระทบใบของต้นไม้ดังเปาะแปะ... พื้นดินชื้นส่งกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ยามฝนโปรย  ...   ห่างออกไปในแถวที่สามของดอกไม้...   บุปผชาติในสวนหลังบ้านของตน ใยแปรเปลี่ยนเป็นสีฟ้า...  มีเพียงจุดเดียวเท่านั้นที่เป็นสีฟ้า...  ขาสั้นก้าวเดินตรงไปหาสิ่งแปลกปลอมนั้น....


    “อ่ะ....”   ภาพที่ได้เห็น... หยุดการเคลื่อนไหวเอาไว้.....

สีฟ้า.... สีของเจ้าดอกไฮเดรนเยีย....



    เด็กหนุ่มอายุมากกว่า... อาจจะ 5 ปี 6 ปี...  นั่งอยู่ใกล้ๆต้นไฮเดรนเยียของเขา...  เนตรผมสีดำขลับนั้นเปียกลู่... เปลือกตาปิดสนิท... สวมเสื้อชเตขาวและกางเกงดำ... ร่างกายนั้นมองเห็นร่องรอยของสีโลหิตชาดมากมาย...จากที่มองเห็นจากรอยที่เปื้อนเสื้อ....  พื้นดินมีสีเข้มจากหยดสีชาดซึมลงไป... อาจจะเป็นเวลานาน... อาจจะเป็นวันเป็นคืน... ที่เจ้าของไม่ได้สังเกต.... จนกระทั่งบุปผชาติซึมซับไป....

หยดเลือดนั้น...เปลี่ยนสีบุปผชาติเป็นสีฟ้า.....



    “พี่ชาย!  เป็นอะไรรึเปล่าฮะ!!”   สึนะมิอาจปิดความกังวลเอาไว้ได้  เร่งวิ่งตรงเข้าไปหาใช้ร่มเพียงคันเดียวของตนป้องกันฝนให้ตัวเองและคนแปลกหน้า....

    เปลือกตาคมปรือเปิดขึ้นเผยให้เห็นเนตรสีเข้มดำขลับ..    “นาย.....?”    เสียงทุ้มแหบพร่าคล้ายคนหมดเรี่ยวแรง... แต่กระนั้นแววตา.. ยังคงมองมาอย่างไม่เป็นมิตร...

    “ผมอยู่บ้านนี้ฮะ  พี่ชายเป็นอะไรรึเปล่า?”  ในใจของเด็กน้อยไม่คิดถึงที่มาที่ไปของอีกฝ่ายเลย...  คิดเพียงอย่างเดียวคือเป็นห่วง...

    ไร้สุรเสียงตอบกลับคล้ายกับไม่ต้องการสนทนว่าความด้วย  นัยน์เนตรกลมโตยังคงพิศมอง... ไม่ยอมห่างสายตา..   “ไม่กลัวเป็นคนร้ายบ้างรึไง.....”   

    ใบหน้าของเด็กชายสะบัดรัว  ช่างใสซื่อ...   “พี่ชายเป็นแผลแบบนี้ ตากฝนเดี๋ยวไม่สบายนะฮะ”   เด็กน้อยนั้น.. ไม่คิดเรื่องระแวงสงสัย...

    “ไม่จำเป็น.....”  ชายแปลกหน้าไม่คิดแม้แต่จะลุกขึ้น...  ไม่สนใจบาดแผลของตัวเอง  ไม่สนใจฝนที่โปรยลงมา...  มีเพียงกำแพงที่ขวางเอาไว้เท่านั้น...

    สึนะจ้องมองใบหน้าของผู้ไม่คุ้นนั้นนิ่ง...   ไม่เข้าใจ.. เกินกว่าจะเข้าใจ...   “งั้นผมจะไปตามม่ะม๊า  ให้ช่วยพาพี่ชายเข้าบ้าน”   เอ่ยอย่างดื้อรั้นเกินเด็ก...

    เนตรคมเข้มสีดำจ้องใบหน้านั้นอย่างไม่พอใจและไม่เป็นมิตร   ปฏิกิริยาบ่งบอกว่าไม่ต้องการความช่วยเหลือ..   แต่เขาก็ดูไม่บ้าพอจะทำอะไรเด็ก...   “ฉันบอกว่าไม่จำเป็น... เดี๋ยวฉันก็ไป... ไม่ต้องมายุ่ง..”  

    “ป๊ะป๋ากับม่ะม๊าบอกว่ามีคนเดือดร้อนต้องช่วยเหลือฮะ....”  ไม่ลุก.. และไม่ดึงร่มห่างออกไป...   กลางสายฝนร่วงหล่น....


สายฝนเทลงมารายล้อมตัวเราทั้งสอง....
ภาพความทรงจำในวันนั้น....

ร่มสีฟ้า... โลหิตสีแดง....
ไฮเดรนเยียสีชมพู.... ไฮเดรนเยียสีฟ้า....

 

ฉันกับนาย.....



    ชายแปลกหน้าไม่คิดจะลุกขึ้น.. ยังคงนั่งอยู่แบบนั้น... เวลาผ่านล่วงเลยไปเรื่อยๆ...  จนกระทั่งมารดาเป็นห่วงและมาตาม   เธออุทานตกใจน้อยๆก่อนที่จะก้าวเข้ามาใกล้ๆลูกชายและชายแปลกหน้าคนนั้น   จากอายุแล้วคงเป็นเพียงแค่เด็กหนุ่มเท่านั้น...  


    “ม่ะม๊า  พี่ชายเค้าไม่ยอมเข้าบ้านไปทำแผล....” เสียงใสของสึนะโยชิเอ่ยตัดพ้อน้อยใจ  เสียงสั่นแลดูคล้ายคนจะร้องไห้....  

    คุณแม่ผู้อารีนั่งลงเมียงมองใบหน้าของเด็กหนุ่มซึ่งจ้องมองตน   เธอนั้นยิ้มตอบ  “เข้าบ้านกันเถอะจ้ะ  ไปทำแผลก่อนเถอะ อย่าตากฝนแบบนี้เลยนะจ๊ะ”   ช่างเป็นคนโง่เขลา... หากเขาเป็นคนร้ายหรือแสดงละครจะทำอย่างไร....

    “นะฮะพี่ชายน๊า~~~”   สองเสียงและรอยยิ้มเหมือนๆกันนั้นชวนให้คนฟังรำคาญ.....  

    “ฉันไม่ต้องการความช่วยเหลือ....”  สิ้นคำนั้นคุณแม่ของเด็กน้อยผมสีน้ำตาลไหม้ดึงเอาร่างของเด็กหนุ่มขึ้นมาแม้เธอจะไม่มีเรี่ยวแรงมาก...   เนตรคมเบิกเนตรกว้าง...  

    “เข้าบ้านก่อนนะจ้ะ”   ยิ้มและดึงดัน.... พอกันทั้งแม่ทั้งลูก.....

เสียงฟ้าร้องคงปิดกลบเสียงปฏิเสธของเขาไปเสียหมด.....
คำพูดจึงกลืนหายไปในลำคอ.....



    เด็กหนุ่มซึ่งไม่มีใครรู้ที่มาอาบน้ำชำระคราบรอยเลือดเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ได้มาและนั่งอยู่บนโซฟาภายในห้องนั่งเล่น  มีเจ้าร่างเล็กๆผมฟูฟ่องเดินป้วนเปี้ยนไปรอบตัวพร้อมกับสำลีและยาสมานแผล...    ทำให้ตนได้สะดุ้งอยู่ตลอด...   น่ารังแกเด็ก แต่พอจะยั้งมือได้....


    “ผมชื่อสึนะโยชิ  พี่ชายชื่ออะไรเหรอฮะ?”   ซื่อมาก กระทั่งการแนะนำตัวถามชื่อคนแปลกหน้า... เด็กอย่างไรก็คือเด็ก.....

    “ฉันไม่จำเป็นต้องบอก”   เสียงทุ้มปฏิเสธไปอย่างชัดเจน    เด็กน้อยผมสีน้ำตาลไหม้มีสีหน้าเสียใจอมลมแก้มป่อง  วิ่งไปหยิบเอาถาดอาหารที่มารดาตนเตรียมเอาไว้มาส่งให้  

    “คุณครูที่โรงเรียนบอกว่า  ถ้ามีคนแนะนำตัว เราต้องแนะนำตัวตอบนะฮะ”  กลายเป็นว่าคนโตกว่าโดนสั่งสอนเสียแทน....   ใยไม่ระวังตัวเสียบ้าง....

    “นั่นมันแค่กฎที่คนบางกลุ่มสร้างขึ้นมาเอง ฉันไม่จำเป็นต้องทำตาม”    เนตรกลมใสกระพริบปริบไม่เข้าใจความหมาย...   มันคงเข้าใจยากเกินไป....  คุยกับเด็กมันช่างลำบาก...

    หญิงสาวใบหน้าอ่อนวัยผู้เป็นแม่เดินก้าวเข้ามาสำรวจว่าเด็กหนุ่มผมดำได้ทานอาหารที่ตนทำหรือไม่   ไม่มีร่องรอยการแตะ...  “สงสัยซือคุงรบกวนพี่ชายเค้ามากไปล่ะมั้งจ้ะ เค้าก็เลยอึดอัด”

    “ไม่นะฮะ ผมแค่ทำแผลให้พี่ชายเอง”  ใบหน้าอ่อนวัยของเด็กชายตวัดมองและสะบัดรัว   สำหรับใครบางคนมันคือการรบกวน.....

    “จ้ะๆ  งั้นซือคุงอย่าไปกวนพี่เค้าก่อนเลยนะ”  คุณแม่แสนดีจับเอาร่างนั้นออกห่างออกมาไม่ให้คนตั้งการ์ดอึดอัดใจจนเกินไป....

    “วันนี้ฝนตกหนักมาก  ถ้าหนูไม่มีที่ไปพักที่นี่ก่อนก็ได้นะ  หนูชื่ออะไรล่ะจ๊ะ?”    แม้ร่างบอบบางผมสั้นจะเป็นคนถาม  แต่มีเสียงตื้อเรียกพี่ชายๆมาเป็นฉากหลังประกอบ....   หากเขาไม่บอกไปคงมีเรื่องชวนปวดหัวอีกมาก...

    “.........ฉันชื่อ......ฮิบาริ...... เคียวยะ.....”  ใจอ่อนบอกในชั่วขณะ...  ดีกว่าให้เรียกตนด้วยชื่อนั้นชื่อนี้ให้รำคาญใจ... เขาไม่ได้เป็นพี่ชายของใคร....

    “งั้นผมเรียกว่าพี่ฮิบารินะฮะ....”  ช่างกวนใจ.......   ไม่สนใจที่มาที่ไปของคนแปลกหน้าบ้างหรือไร.....

    “ทานข้าวเยอะๆนะจ้ะ”    เป็นเหมือนกันทั้งบ้านหรืออย่างไร....    เงียบสงบคำพูดของตัวเองและอยู่ในภวังค์ความคิด......


เสียงฝนภายนอกมันคงทำให้เขาหงุดหงิด....
มากเกินกว่าจะต้อล้อต่อเถียง.....

มากเกินกว่าจะปฏิเสธ... เพราะร่างกายอยู่ในสภาพไม่พร้อม
ครอบครัวที่แปลกประหลาด.....




    ฝนภายนอกยังคงตกแม้ผ่านเลยมาสองสามชั่วโมง....    เด็กหนุ่มจำใจต้องมาพักในห้องนอนของเด็กชายที่ไม่น่าเชื่อว่าจะแยกนอนในห้องเพียงลำพัง...นอกหน้าต่างมองเห็นต้นไฮเดรนเยียข้างบ้าน... ยามค่ำและเมฆฝนมองไม่เห็นสีสัน... ร่างสูงผมดำนั่งอยู่บนเตียงไร้คำพูดคำจา.. ไม่สนใจเด็กเจ้าของห้องที่กำลังนั่งทำการบ้านเลย....


    “พี่ฮิบาริมาจากไหนเหรอฮะ?”   คำถามแล้วคำถามเล่า... เลือนหายไปกับเสียงฝนและความเงียบ... ไร้คำตอบ... ไม่จำเป็นต้องบอกให้รู้...  

    “ฉันทิ้งมันไปหมดแล้ว”   คำนั้น..ผู้ฟังเอียงคอมองอย่างสงสัย... ไม่เข้าใจในความหมายอย่างเคย....     

ไม่จำเป็นต้องหวนย้อนกลับ......



    สึนะโยชิแย้มยิ้มและกระโดดขึ้นมาบนเตียงเมื่อได้เวลานอน...   “งั้นพี่ฮิบาริก็มาเป็นพี่ชายของผมได้น่ะสิ”  เนตรคมของผู้ฟังเบิกกว้าง

    “นายไม่ได้ฟังที่ฉันพูดเลยรึไง....”    สำหรับเด็กน้อยไม่เข้าใจเรื่องซับซ้อนแบบนั้นหรอก.....   ล้มตัวลงนอนบนเตียงที่นอนได้สองคนนั่น....

    “ถ้าพี่ฮิบาริไม่บอกว่ามาจากที่ไหน  ก็เป็นพี่ชายของผมได้สิ”  ความคิดเพียงแค่ซื่อๆ.....   ทำไมจึงไว้ใจใครต่อใครได้ง่ายแบบนั้น....  

    “ฉันยังไม่ได้รับปาก... พ่อแม่ของนายไว้ใจคนง่ายขนาดนั้นเชียว”   ใบหน้าคมช่างดูเฉยชา..  แม้ไม่มีที่ไป  ก็ไม่คิดจะไว้วางใจใคร.....

    “พ่อกับแม่ไม่ไล่พี่หรอก  ผมรู้น่า~”  เอ่ยบอกอย่างมั่นใจคล้ายมัดมือชก... หรือเพราะเป็นลูกคนเดียวกันแน่....

เจ้าความรู้สึกนี่... มันคืออะไร.....



    เด็กน้อยและเด็กหนุ่ม...  ที่ได้พบกันท่ามกลางสายฝน....   ดอกไฮเดรนเยียที่แปรเปลี่ยนสี.. ตัวตนที่แปลกหน้าเข้ามาในเขตของบ้านตน...   ร่างกายที่เปรอะเปื้อนเลือด...  และร่มที่ยื่นเข้ามากันฝนให้โดยไม่มีเจตนาร้าย... มีเพียงความหวังดีเท่านั้น....


    “ราตรีสวัสดิ์ฮะ พี่ฮิบาริ”   สึนะโยชิหลังจากล้มตัวลงนอนบนที่นอนนั่นก็เตรียมพร้อมนอนหลับ   ไม่ฟังคำทัดทานของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย...  

    “ใครบอกให้...!!!”  จะห้ามก็ห้ามไม่ทัน  เมื่อเจ้าหนูน้อยหลับไปเสียแล้ว.... อย่างง่ายดาย.....

ค่ำคืนนั้น.... เขาได้สัมผัสบางอย่าง.....



    เด็กหนุ่มผู้สันโดษเมียงมองร่างเล็กๆซึ่งนอนอยู่ข้างกายอย่างรำคาญ...  พยายามดันออกไปกลับกลิ้งกลับมาอยู่ที่เดิมอีกครั้ง...  ใบหน้านั้นไร้ความกังวลเสียเหลือเกิน...  ทั้งที่อีกฝ่ายเป็นเพียงแค่คนแปลกหน้าไร้ที่มาที่ไป...   แต่เจ้าเด็กคนนี้... ช่วยชีวิตของฉัน......


    “พิลึก....”    ร่างสูงเหยียดกายลงนอน ณ ที่ว่างข้างๆนั่น....   ได้ยินเสียงลมหายใจสม่ำเสมอดังมาจากคนข้างกาย..

    “........  อะไรของเด็กนี่กัน....”  แต่กระนั้นแล้ว... เขากลับหลับตาเข้าสู่นิทราไปได้.....  สองร่างของเด็กหนุ่มและเด็กน้อยได้หลับใหลไปในค่ำคืนนั้น....

อาจจะเป็นจุดเริ่มต้น.....
ของความสัมพันธ์...



    วันที่ฝนตกหนัก.... วันที่ดอกไม้เปลี่ยนสี.... วันหนึ่งในฤดูใบไม้ร่วง......  คนสองคนได้มาพบกัน...  ผ่านช่วงเวลาในวัยเด็กไปสู่วัยผู้ใหญ่....  ดอกไฮเดรนเยียยังคงบานสะพรั่งผ่านไปสู่เรื่องราวในอีก 10 ปีข้างหน้า....  ในวันที่เราทั้งสองได้เติบโตขึ้น....

สิ่งที่นายได้ฝังลึกลงมาในตัวฉัน....



    ไฮเดรนเยีย... เจ้าดอกไฮเดรนเยีย.... สีชมพูและสีฟ้า... เปลี่ยนไปตามช่วงเวลา....  ความหมายที่บ่งบอกถึงตัวเขาเป็นอย่างดี...... ความเฉยชา.....   แต่.....  ในวันหนึ่งความหมายนั่นจะเปลี่ยนเป็นของใครกัน.....



“ฉันยังตายไม่ได้...............”


สีชมพู สีฟ้า.... สีของเจ้าบุปผชาติแปรเปลี่ยนสี
สีของเจ้าไฮเดรนเยีย.....

 

 นายและฉัน....  
ในวันนั้น......

 

“ฉันยังตายไม่ได้........”

 

ไฮเดรนเยียหย่อมหนึ่งหลังเรือนญี่ปุ่น....
ในวันสายฝนพรำ...



“จนกว่า........”





TBC……………………..



    

 

-------------------------------------------------------------------------------------

Free Talk :  บทนำ.. ที่แสนสั้น = ="   ความสับสนยังคงวนเวียนอยู่ใต้ร่มไฮเดรนเยีย(?)    เป็นยุคปัจจุบันหนุ่มออฟฟิศ  =w="  ฮิบะกับชุดสูทแล้วก็ยูกาตะบางเวลามันน่าหลงใหลออกนะ  เราไม่ค่อยเขียนถึงฮิบะมาก เพราะว่าเราไม่ชินซักเท่าไหร  เบียหรือมุจะเป็นเมะแบบเลวๆ(?)     มุจะออกแนวแหล ปากร้าย  แกล้งแต่ก็รัก   ส่วนเบียจะตรงไปตรงมาจนไม่น่าเชื่ หลอกลวง เจ้าเล่ห์ให้ติดกับ...  และต้องมีผลประโยชน์

แต่ฮิบะนี่ เป็นคนตรงนะ แต่ปากหนัก ....   แต่ฮิบะในแบบที่เราชอบเขียนจะเป็นคนนิ่งๆมากกว่า 

ต้นไฮเดรนเียีย แฮ่   ถ้าเอาตะปูขึ้นสนิมวางไว้ใต้ต้นจะเป็นสีฟ้า  ถ้าเป็นด่างมากจะเป็นสีชมพู  มันมีสีม่วงกับสีขาวด้วย แต่สองสีนั้นไม่เปลี่ยนสี

 

ฝากไหดองใหม่นี้ไว้ในอ้อมใจ(?)อีกครั้งนะคะ   อยากจะเอาให้ทันงานแคปจริงๆนะ   พล็อตร่างที่วางไว้ก็ไม่ยาวมากด้วย